วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เมื่อ “วัคซีน HPV” เหมาะกับสาวบริสุทธิ์ที่สุด

0 ความคิดเห็น
เมื่อการสำรวจประชากรหญิงทั่วโลก พบว่า กว่า 300,000 ราย ต้องเสียชีวิต เพราะโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ประสบกับโรคร้ายนี้มักอาศัยอยู่ในภูมิภาคแถบเอเชียแปซิฟิก และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการประชุม The 1st Symposium on HPV Vaccination in the Asia Pacific Region โดยสถาบันวัคซีนนานาชาติ (International Vaccine Institute หรือ IVI) ที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

มะเร็งปากมดลูกอันดับสองรองจากเต้านม ดร. John Clemens ประธานสถาบันวัคซีนนานาชาติและผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลของวัคซีนในประเทศที่กำลังพัฒนา ให้ข้อมูลว่า จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบประชากรที่เสียชีวิต เพราะโรคติดเชื้อมากขึ้นทุกวัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีคนเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้เพียง 10% ขณะที่อีก 90% พบมากในประเทศที่ยังไม่พัฒนาและกำลังพัฒนา ดังนั้นทางสถาบันIVI จึงต้องผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปากมดลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ดร.นพ. Xavier Bosch ผู้บริหาร Cancer Epidemiology and Registration Unit Catalan Institute of Oncology จากบาร์เซโลนา ประเทศสเปนเสริมว่า เชื้อไวรัส HPV (Human Papillomevirus) คือ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อทางผิวหนังเท่านั้น ไม่สามารถติดเชื้อผ่านกระแสเลือดได้ “โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั้งหมด แต่เป็นอันดับที่ 2 สำหรับโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในผู้หญิง รองจากโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งมีผู้หญิงกว่า 80%เป็นเหยื่อของโรคนี้อันมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมทางเพศ เพราะการร่วมเพศกันในแต่ละครั้ง ผู้หญิงจะได้รับเชื้อเอชพีวีมาอย่างน้อยหนึ่งชนิด ทั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วในทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกเสียชีวิต 1 คน” อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่า ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี นั่นคือ กลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งทั่วโลกพบผู้ติดเชื้อแล้ว ประมาณ 9.2 ล้าน หรือ 74% ขณะที่อายุโดยเฉลี่ยของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปาดมดลูกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 57 ปี ส่วนโรคมะเร็งอื่นๆนั้น ผู้ป่วยจะมีอายุโดยเฉลี่ยที่ 72 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ จากประสิทธิภาพของวัคซีนตัวนี้บวกกับขั้นตอนการผลิตและต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วทวีปเอเชีย นั่นคือ ความสามารถทางด้านการงานกับความต้องการวัคซีนที่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ จากการเปิดตัววัคซีนเอชพีวีในประเทศแทบเอเชียแปซิฟิก พบว่าหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือไทย เอง ประสบกับปัญหาราคาแพง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถรับวัคซีนตัวนี้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งในเรื่องนี้แม้ว่าทางประเทศอินเดียเองจะมีการจัดการลดต้นทุนโดยการผลิตตัวยาบางส่วนในประเทศของเขาเอง แต่วิธีนี้ก็ไม่สามารถครอบคลุมทั่วถึงทั้งประเทศ จึงส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกยังเพิ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ

ดร.Linda Eckert นักวิจัยวัคซีน จาก สถาบันวัคซีนนานาชาติของ WHO HQ จากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยว่า ในเรื่องของราคานั้น ยอมรับว่า เป็นปัญหาสำหรับหลายๆ ประเทศ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า จุดประสงค์ของนักวิจัยทุกคนและองค์กรทุกองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ต่างมีความเห็นที่ตรงกันคือผลิตวัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก แต่การผลิตย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นซึ่งต้นทุนของวัคซีนค่อนข้างสูงดังนั้นราคาที่ตั้งขึ้นมาจึงเป็นราคาที่สมเหตุสมผล “โดยทั่วไปแล้ว ราคาของวัคซีนนั้นขึ้นอยู่กับบริษัทยาแต่ละประเทศ โดยจะฉีดวัคซีนนี้เพียง 3 ครั้ง ซึ่งบางประเทศตั้งราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์/โดส แต่ราคาของแต่ละประเทศก็จะต่างกันออกไป เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งนี้ วิธีหนึ่งที่จะช่วยคนลดค่าใช้จ่ายวิธีหนึ่ง นั่นคือ หากคนไหนไม่สะดวกในการรับวัคซีนเอชพีวี อาจเข้ารับการตรวจภายใน (Pep Smear) เพื่อหาเชื้อก่อนก็ได้ ซึ่งผู้หญิงควรตรวจเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว”

เสียงสะท้อนจากแพทย์ไทย ส่วนทางด้านของประเทศไทยนั้น รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จากการที่มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้หญิงไทย ซึ่งตัวเลขคร่าวๆ ของผู้ป่วยรายใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าราย และในแต่ละปีผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสียชีวิตประมาณ 3,000 กว่ารายต่อปี หรือหากเฉลี่ยต่อวัน ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 7 ราย/คน “เมื่อก่อนเรายังไม่ทราบสาเหตุว่าโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร แต่ปัจจุบันนี้เราทราบแล้วว่า โรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส Human Papillomevirus (HPV) เลยทำให้เป็นมะเร็งที่ป้องกันได้ แต่แม้จะรู้สาเหตุของการเกิดโรค แต่ที่เป็นอันดับ1อยู่เพราะโรคมะเร็งนั้น ในช่วงเริ่มแรกจะยังไม่มีอาการนานกว่า 10-15 ปี ซึ่งกว่าเชื้อไวรัสจะกลายเป็นมะเร็งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีอายุประมาณ 30-40 ปี ทำให้กลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดคือกลุ่มอายุอายุ 35-45 ปี โดยกลุ่มเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการรับเชื้อตั้งแต่วัยรุ่นคือการมีเพศสัมพันธ์เร็ว”


อย่างไรก็ดี เมื่อเชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อกันส่วนใหญ่ทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงจึงเป็นแรงเสริมหรือกลายเป็นอัตราเร่งให้วัยรุ่นมีโอกาสรับเชื้อสูงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งอาการก่อนจะเข้าสู่โรคมะเร็งปากมดลูกนั้น จะเรียก ภาวะก่อนเป็นมะเร็ง โดยจะทราบจากการตรวจภายในที่ปากมดลูกที่ควรตรวจปีละครั้ง เพื่อดูเซลล์ของปากมดลูก “นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเป็นโรคนี้กันเยอะเพราะหากเทียบกับผู้หญิงอเมริกันแล้ว พวกเขาตรวจภายในกันประมาณ 80% แต่ไทยเรา 10-15% เท่านั้น ซึ่งการที่ผู้หญิงอาย เขิน หรือกลัวเจ็บนี่เอง จึงทำให้ไม่ทราบว่าเป็น พอรู้อีกทีก็สายไปแล้ว ดังนั้น หากกล้าที่จะตรวจในระยะแรกเขาก็สามารถหายได้”

ส่วนอาการของโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น รศ.นพ.วิชัย อธิบายว่า ในระยะลุกลามจะมีตกขาวมาก มีกลิ่น และมีเลือดออก อีกทั้งยังมีอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ ได้ เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ขับถ่ายผิดปกติ หรือ ปวดตามตัว “เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดโรค และมีวัคซีนป้องกันโรคโดยเฉพาะแล้ว เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส มี2ชนิด แบ่งออกเป็นวัคซีนที่ฉีดป้องกันโรค 2 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 16 และ 18) ซึ่งเป็นเชื้อเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงสูงที่เป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดโรคมะเร็งถึง 70% ขณะที่วัคซีนที่ฉีดป้องกันโรค 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 6, 11, 16 และ 18) จะครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงต่ำที่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ด้วย”

วัคซีนนี้เพื่อผู้หญิงวัยไหน จากการที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่า แท้ที่จริงแล้ววัคซีนนี้เหมาะกับวัยใดกันแน่ ซึ่ง รศ.นพ.วิชัยแนะว่า สำหรับคนไทยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรองไว้กลุ่มที่น่าฉีดวัคซีนเอชพีวีมากที่สุดคือกลุ่มในช่วงอายุ 9-26 ปี ซึ่งวัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นยังไม่เคยรับเชื้อมาก่อน หมายถึงยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แม้แต่ครั้งเดียว ส่วนคนที่แต่งงานแล้วก็สามารถฉีดได้ แต่หากมีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปโอกาส อาจไม่ต้องฉีด เพราะโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นจะน้อยลง เนื่องจากการรับเชื้อเอชพีวีนั้น เป็นเชื้อที่มีการติดต่อล่วงหน้าหลายปี”

“ผลวิจัยล่าสุดจากทั่วโลกรวมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย พบว่า วัคซีนชนิดป้องกัน 4 สายพันธุ์นั้น ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปี ก็ยังได้ประโยชน์จากวัคซีนนี้เช่นกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ทางประเทศออสเตรเลีย ได้ขยายช่วงอายุไปถึง 45 ปีแล้ว โดยวัคซีนประเภท 2 สายพันธุ์นั้นหลังจากฉีดครั้งแรกแล้ว จากนั้น 1 เดือนจะฉีดเข็มที่ 2 และเดือนที่ 6 ฉีดเข็มที่ 3 ขณะที่วัคซีนประเภทสี่สายพันธุ์นั้นหลังจากฉีดครั้งแรกแล้ว จะฉีดเข็มที่ 2และ3ในอีก 2 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ” ส่วนเรื่องราคาวัคซีนในเมืองไทยนั้น แม้จะยังไม่มีนโยบายหางบประมาณ ฉีดฟรีสำหรับเด็กในช่วงอายุ 11-12 เฉกเช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียแต่ไทยเองก็ไม่ใช่ประเทศที่ยากจน จึงยังพอมีกลุ่มคนที่สามารถฉีดวัคซีนตัวนี้ได้ ซึ่งกลุ่มคนที่มีอายุ 26ปีขึ้นไปจะฉีดกันเยอะเพราะอาจมีคนใกล้ตัวเป็น เกิดความกลัวและมีความรู้มากขึ้น

อีกทั้งกลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนทำงานจึงมีเงินพอที่จะตอบสนองความต้องการได้ โดยราคาวัคซีนนั้นอยู่ประมาณเข็มละ 4,000 บาท แต่ตอนนี้อาจลดเหลือ 3 เข็ม ประมาณ 6,000-7,000 บาท ซึ่งหากเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไทยก็ยังถือว่าราคาสูงอยู่ตามเคย

“แม้ว่าเชื้อเอชพีวีจะติดต่อได้จากทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะขณะร่วมเพศและมีหลายคู่นอนซึ่งเสี่ยงถึง 80% ในการติดเชื้อในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่คนที่ไม่สำส่อนก็สามารถติดเชื้อนี้ได้ถึง 47% เช่นกัน เมื่อไวรัสนั้นอยู่ตามผิวหนังที่เปียกชื้น ดังนั้นการทำออรัลเซ็กซ์ หรือการร่วมเพศวิธีต่างๆ ก็จะได้รับเชื้อนี้ แต่การทำออรัลเซ็กซ์นั้นจะได้มีเชื้อเอชพีวีในร่างกายน้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบปกติ”

รศ.นพ.วิชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.วิชัย เผยว่า เชื้อเอชพีวีไม่ได้ส่งผลร้ายแค่เพียงผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้ชายกลุ่มพิเศษ ที่ได้รับเชื้อเอชพีวีก็มีโอกาสเป็นมะเร็งเช่นกัน ซึ่งเชื้อนี้จะทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนัก อันเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธ์ 16-18 มากถึง 70-80% ทีเดียว “ผู้ป่วยมะเร็งที่ทวารหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งก้นนั้นไม่ต่างจากปากมดลูกเลย เพราะจากการวิจัยเรื่องวัคซีนเอชพีวีกับผู้ชาย ได้มีการสำรวจผู้ชาย 4,000 คน แบ่งเป็นเกย์ 800 กว่าคน ผู้ชายแท้อีก 3,200 กว่าคน พบว่า วัคซีน 4 สายพันธ์สามารถป้องกันการติดเชื้อเชื้อเอชพีวีได้”

“ในอเมริกาเอง แม้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะลดลงไปมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 5:100,000 คน ขณะที่ไทยอยู่ในอัตรา 24:100,000 คน แต่ตอนนี้ในอเมริกามีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งก้น โดยที่ยังไมติดเชื้อเอชไอวี อยู่ที่ประมาณ 35:100,000 คน แต่หากติดเชื้อเอชไอวีด้วยจะเป็นมะเร็งก้นสูงถึง75:100,000 คน”

อย่างไรก็ดี รศ.นพ.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า หากใครประสบปัญหาทางด้านการเงิน และไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ ก็มีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น การลดพฤติกรรมเสี่ยง อย่ามีเพศสัมพันธ์เร็วจนเกินไป หรือมีคู่นอนหลายคน และการตรวจคัดกรองมะเร็ง หาเซลล์ระยะเริ่มต้น โดยการตรวจภายในเป็นประจำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
30 กรกฎาคม 2552 07:28 น.
read more “เมื่อ “วัคซีน HPV” เหมาะกับสาวบริสุทธิ์ที่สุด”

ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย

0 ความคิดเห็น

การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเองการทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก
1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า

2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้
ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ สัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนม แทนไข่) ท้องผูก มี 2 ลักษณะ
1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง
2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง
โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความ สกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วน ที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่ง มันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจาก ท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมา ได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วย ทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา

ระบบปัสสาวะ ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อยทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทาน แคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง

การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก

ระบบหายใจ ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่ อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ ได้ แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้ เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้า เราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย

ที่มา : heyhaparty.blogspot.com
read more “ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย”

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สถานที่สกปรกที่คุณมองข้าม !!

0 ความคิดเห็น
เมื่อถามถึงวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงห่างไกลโรค บางคนแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ในขณะที่บางคนผลักภาระให้คุณหมอรักษาตามอาการ... แต่กลับมีคนส่วนน้อยที่จะเห็นความสำคัญถึงสุขอนามัยของสิ่งรอบตัวที่เรากิน-ดื่ม-ใช้ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้คุณเจ็บออดๆ แอดๆ ตลอดปี เช่น ภูมิแพ้ ตาแดง หวัด ท้องเสีย เป็นต้น และสถานที่สกปรกที่คนมองข้าม ได้แก่

อ่างล้างจานที่ห้องครัว Kelly Reynolds นักจุลชีววิทยาสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยอาริโซนา กล่าวว่า อ่างล้างจานในห้องครัวสกปรกยิ่งกว่าห้องน้ำเสียอีก อย่างบริเวณท่อน้ำทิ้งเฉลี่ยมีแบคทีเรีย 500,000 ตัวต่อตารางนิ้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองน้ำล้างจาน ที่เต็มไปด้วยเศษอาหารหรือคราบไขมัน ถ้าไม่ทำความสะอาดหรือตากให้แห้ง ฟองน้ำสุดสะอาดจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียอย่างดี เช่น E.coli, Salmonella หรือ Campylobacter ที่เป็นสาเหตุทำให้คุณท้องเสีย ดังนั้นวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อโรคสะสมที่ดีที่สุดคือ การล้างและทำความสะอาด อ่างล้างจานหลังใช้งานทุกครั้ง บีบฟองน้ำให้แห้ง ใช้ผ้าแห้งเช็ดบริเวณที่น้ำขังและที่พักวางจานชาม

ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำเป็นสถานที่ถ่ายทุกข์ที่สะสมเชื้อโรคและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ง่าย ยิ่งเป็น “ห้องน้ำสาธารณะ” ด้วยแล้วระดับของความสกปรกก็ยิ่งมาก ทั้งนี้จุดสกปรกที่คุณกังวลว่าจะติดเชื้อโรคไม่ใช่บริเวณที่รองนั่งอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสายชำระ คันโยกกดน้ำและลูกบิดหรือมือจับประตูนอกจากนี้การกดชักโครกแต่ละครั้งยังเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่อากาศได้อีกด้วย! ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้ปิดฝารองนั่งก่อนการกดชักโครก หลังทำธุระเสร็จให้ล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่ ซึ่งสามารถขจัดเชื้อโรคที่อันตรายได้มากกกว่า 80% ทีเดียว

จุดบริการน้ำดื่ม จุดบริการน้ำดื่ม หรือเครื่องทำน้ำเย็นสาธารณะอาจไม่สะอาดและปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากการขาดการบำรุงรักษาและตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างถูกต้อง ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้สำรวจและพบว่า น้ำดื่มที่กดจากเครื่องทำน้ำเย็นในโรงเรียนเขตกรุงเทพฯ มีสารตะกั่วปนเปื้อนเกินมาตรฐาน! และที่น่ากังวลคือ ร่างกายเด็กสามารถดูดซึมสารตะกั่ว (มาจากวัตถุที่ใช้เชื่อมประกอบตู้โลหะ) ได้มากกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 40 % ดังนั้นถ้าได้รับในปริมาณมากจะส่งผลทำลายสมองและพัฒนาการของเด็กได้ ทางกรุงเทพมหานครจึงจัดทำโครงการ “โรงเรียนกรุงเทพมหานคร น้ำดื่มปลอดสารตะกั่ว” เพื่อทำการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องทำน้ำเย็นเพื่อสุขภาพเด็กและบุคลากรภายในโรงเรียนทันที จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องสำรวจเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำเย็นที่บ้านหรือที่ทำงานว่าภาชนะบรรจุน้ำสะอาดหรือไม่ ถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรองน้ำหรือยัง และหมั่นสังเกตว่าน้ำมีรสชาติหรือกลิ่นผิดปกติหรือไม่

ตะกร้าช้อปปิ้ง-ตู้ ATM คุณมั่นใจมากน้อยเพียงใดว่า ผู้ให้บริการทุกรายจะทำความสะอาดตะกร้าช้อปปิ้งและรถเข็นในซูเปอร์มาร์เกตเป็นประจำ เนื่องจากมีคนใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากคนที่ใช้ก่อนหน้าคุณป่วย ก็อาจแพร่กระจายเชื้อโรคมาสู่คุณอย่างง่ายดายจากการสัมผัสหูหิ้วตะกร้าหรือด้ามจับรถเข็น ที่อาจเปรอะสารคัดหลั่งพวกน้ำลาย หรือน้ำมูก เช่นเดียวกับการกดรหัสบนแป้นของตู้ ATM ที่มีนักวิจัยชาวไต้หวันตรวจสอบเชื้อโรคพบว่า แต่ละปุ่มมีเชื้อโรคเฉลี่ยประมาณ 1,200 ตัวทีเดียว! ดังนั้นทุกครั้งที่คุณหยิบตะกร้าช้อปปิ้ง หรือกด ATM พยายาหลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา จับจมูกหรือปาก เพราะเป็นช่องทางที่เอื้อให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และอย่าลืมไปล้างมือหลังจากช้อปปิ้งเสร็จ

กระเป๋าถือสุดหรู หรือสุดสกปรก? ไม่ว่ากระเป๋าจะมีราคาแพงแค่ไหน ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ทั้งสิ้น Charles Gerba นักจุลชีววิทยาสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยอาริโซนาเคยนำตัวอย่างกระเป๋าถือผู้หญิงไปตรวจพบว่า บริเวณก้นกระเป๋ามีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่กว่ามากหมื่นตัว และบางใบก็มีมากถึงล้านตัวทีเดียว! นอกจากนี้กระเป๋าสตางค์ก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีจากธนบัตร หรือเหรียญที่ส่งผ่านมือต่อมือนั่นเอง จากการตรวจสอบพบว่าเชื้ออันตรายที่สะสมอยู่คือ Staphylococcus ที่ก่อให้เกิดตาแดง นอกจากนี้ยังมีเชื้อ Salmonella และ E.coli ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ และถ่ายท้องปะปนมาอีกด้วย! สาเหตุที่มีเชื้อโรคสะสมขนาดนี้ก็มาจากความเคยชินของผู้หญิงที่มักวางกระเป๋าถือไว้ตามที่ต่างๆ เช่น บริเวณอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ โต๊ะอาหาร เก้าอี้และแม้กระทั่งวางไว้บนพื้นก็มี! สาวๆ ได้ยินแบบนี้แล้วต้องทำความสะอาด และซักกระเป๋าใบเก่งเสมอๆ ด้วยนะคะ

สนามเด็กเล่น ในความคิดของเด็ก ความสนุกย่อมสำคัญกว่าความสะอาด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะพบน้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะหรือเลือดปะปนอยู่ตามสนามและเครื่องเล่น! แต่ก็อย่าเพิ่งตระหนกว่าเชื้อโรคเหล่านี้จะแพร่สู่ร่างกายง่ายๆ เพราะหากไม่เผลอสัมผัสหน้า หรือนำเชื้อโรคสู่ร่างกายโดยตรงตามที่กล่าวมา... แต่เด็กมักชอบดูดนิ้วและนำของเล่นเข้าปากเสมอ นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ป่วยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามเด็กเล่นในตามห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ รู้แบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ ไปเล่นสนามเด็กเล็กตามสวนสาธารณะที่มีต้นไม้และอากาศถ่ายเทสะดวกย่อมดีต่อสุขภาพมากกว่า และอย่าลืมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อทุกครั้งหลังการเล่นด้วย



ฟิตเนสคลับ แทนที่จะได้สุขภาพแข็งแรงจากการออกกำลังกาย คุณอาจล้มป่วยง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะการออกกำลังกายในห้องที่ปิดสนิท ไม่มีอาการถ่ายเท ซึ่งบางแห่งชูจุดขายว่า ยิ่งร้อนยิ่งทำให้เผาผลาญเร็วมากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่านั่นคือแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดี โดยเฉพาะการใช้เบาะออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อร่วมกัน การใช้เครื่องออกกำลังกาย การใช้ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชื้นแฉะ ที่พื้นผิวเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ดังนั้นเพื่อออกกำลังกายให้สบายใจและมีความสุข ขอแนะนำให้พกผ้าหรือทิชชูเปียกทำความสะอาดอุปกรณ์ออกกำลังกายทุกครั้ง พกรองเท้าเปลี่ยนก่อนย่ำเข้าห้องน้ำ หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

โต๊ะทำงาน เคยมีการสำรวจพบสถิติที่น่าตกใจว่าโต๊ะทำงานสกปรกมากกว่าที่นั่งชักโครกถึง 400 เท่า สิ่งของเครื่องใช้บนโต๊ะทำงานที่จัดว่าสกปรกที่สุดอันดับแรกคือ โทรศัพท์ พบว่ามีเชื้อโรคสะสมอยู่ถึง 21,000 ตัวต่อตารางนิ้ว เพราะบางคนตั้งแต่เข้าทำงานไม่เคยเช็ดหรือทำความสะอาดหูโทรศัพท์เลย! ส่วนสิ่งสกปรกติดอันดับต่อมาคือ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และเมาส์ ซึ่งโต๊ะทำงานของผู้หญิงมีเชื้อโรคสะสมมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า นั่นเพราะผู้หญิงชอบกินขนมบนโต๊ะทำงานนั่นเอง เพื่อสุขลักษณะนิสัยที่ดี คุณควรพกผ้าเช็ดโต๊ะสักผืนเพื่อเช็ดทำความสะอาดโทรศัพท์ โต๊ะทำงานคีย์บอร์ด หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

จากข้อมูลที่รวบรวมข้างต้น เราไม่ได้เจตนาขู่ให้คุณกลัวเชื้อโรคจนไม่กล้าหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้สาธารณะ หรือทำธุระนอกบ้าน เพราะในความเป็นจริงร่างกายมนุษย์มีจุลินทรีย์มากมายทั้งจุลินทรีย์ชนิดดี เช่น จุลินทรีย์ที่อาศัยในลำไส้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร และจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย เป็นต้น ...สรุปแล้วการรักษาความสะอาดให้ดีถูกหลัก โดยเฉพาะหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ นอกจากจะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคชนิดไม่ดีทำร้ายสุขภาพตนเอง (อย่างที่ระบาดในปัจจุบันคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่) ยังป้องกันการแพร่กระจายสู่คนอื่นๆ อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : นิตยสาร HealthToday
read more “สถานที่สกปรกที่คุณมองข้าม !!”
 

Followers

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
กรุงเทพฯ, Thailand
ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ KU58, ปริญญาโท บริหารธุรกิจ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2548

เคล็ดลับสาวพันปีกับอาหารเพื่อสุขภาพ Copyright 2009 Shoppaholic Designed by Ipietoon Image by Tadpole's Notez