<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013</id><updated>2011-07-30T16:31:28.429-07:00</updated><category term='อาหารลดโลกร้อน'/><category term='กระเพาะปัสสาวะอักเสบ'/><category term='อาหารเสริม'/><category term='กรุ๊ปเลือด'/><category term='เคล็ดลับการนอน'/><category term='ปวดประจำเดือน'/><category term='ไตเสื่อม'/><category term='เรื่องไข่ ๆ'/><category term='ช๊อคโกแลตซีสต์'/><category term='สูตรผอม'/><category term='วัคซีน'/><category term='ธรรมชาติบำบัด'/><category term='ดูแลฟัน'/><category term='ความดันโลหิตสูง'/><category term='มะเร็งตับ'/><category term='มะเร็งปากมดลูก'/><category term='ผักพื้นบ้านสู้มะเร็ง'/><category term='วิธีป้องกันมะเร็ง'/><category term='การรักษาแผนปัจจุบัน'/><category term='สุขภาพสาวๆ'/><category term='มะเร็งลำไส้'/><category term='ออกกำลังกาย'/><category term='แพทย์ทางเลือก'/><category term='บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป'/><category term='ชีวิตสู้มะเร็ง'/><category term='ดื่มน้ำรักษาโรค'/><category term='ไข้หวัด2009'/><category term='อาหารต้านมะเร็ง'/><category term='ภูสิต เพ็ญศิริ'/><category term='ร้านอาหาร'/><category term='มะเร็งชนิดต่าง ๆ'/><category term='มะเร็งเม็ดเลือด'/><category term='มะเร็งไขกระดูก'/><category term='การรักษาแผนธรรมชาติ'/><category term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><category term='ความสวยความงาม'/><category term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>เคล็ดลับสาวพันปีกับอาหารเพื่อสุขภาพ</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>59</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-1443821221516118299</id><published>2009-12-15T06:19:00.000-08:00</published><updated>2009-12-15T06:24:55.582-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งตับ'/><title type='text'>มะเร็งตับ ไม่แสดงอาการฆ่าคุึณได้ใน 3 เืดือน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SyecDxwT7wI/AAAAAAAAA1Y/atsy7NLTjH4/s1600-h/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 318px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SyecDxwT7wI/AAAAAAAAA1Y/atsy7NLTjH4/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415468665645821698" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งตับกลายเป็นโรคร้ายน่ากลัวไม่แพ้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้า เพราะ มะเร็งตับ มีอานุภาพแห่งการทำลายล้างชีวิตของคุณได้แบบไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักจะไม่แสดงอาการ และเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย โดยเพศชายถูกพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า หากรักษาไม่ทันท่วงที สามารถเสียชีวิตลงได้ภายใน 3 – 6 เดือน ซ้ำร้ายโรคนี้ยังมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ในขั้นต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งตับมีทั้งแบบที่เกิดขึ้นกับตับโดยตรง เรียกว่า มะเร็งปฐมภูมิ ส่วนใหญ่มักจะเข้าไปทำลายเซลล์ตับ และเซลล์ท่อน้ำดีตับ อีกแบบเรียกว่า มะเร็งทุติยภูมิ เป็นการลุกลามของมะเร็งชนิดอื่นมาสู่ตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุก่อมะเร็งในเซลล์ตับ คือ การได้รับหรือเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีตับ มักเกิดกับผู้ที่นิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของดินประสิว หรืออาหารตากแห้งชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมีเชื้อพยาธิใบไม้ตับที่อยู่ในปลาน้ำจืดปรุงไม่สุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ถูกระบุว่าเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ แต่หากรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ แน่นท้อง ท้องผูก ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวาและอาจคลำเจอก้อนเนื้อ ประกอบกับตัวและตาเหลือง ขาบวม พุงโต ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการดังกล่าวถือเป็นภาวะเสี่ยงของมะเร็งตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ทางเลี่ยงและลดความเสี่ยง ควรตรวจเลือดเป็นประจำทุกปีเพื่อตรวจหาว่าติดเชื้อไวรัสหรือไม่ ทั้งควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ถือเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ไม่มีส่วนผสมของดินประสิวหรือสารกันบูด รวมถึงเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราปะปน พร้อมทั้งลด ละ เลิกดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://heyhaparty.blogspot.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-1443821221516118299?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/1443821221516118299/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/12/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/1443821221516118299'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/1443821221516118299'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/12/3.html' title='มะเร็งตับ ไม่แสดงอาการฆ่าคุึณได้ใน 3 เืดือน'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SyecDxwT7wI/AAAAAAAAA1Y/atsy7NLTjH4/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2977060934706290373</id><published>2009-12-14T22:18:00.000-08:00</published><updated>2009-12-14T22:22:55.270-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>วิธีอยู่กับคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sycq9VnGcOI/AAAAAAAAA1Q/862WccUqD5k/s1600-h/computer.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415344310197842146" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sycq9VnGcOI/AAAAAAAAA1Q/862WccUqD5k/s320/computer.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตในปัจจุบัน ทำให้จำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือการพักผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์ แต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะก่อให้เกิดปัญหาในร่างกาย เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบ หรือวุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ลองนำ 10 วิธี ของเราไปปฏิบัติ แล้วคุณจะสามารถทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความสุข&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;1. ควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะๆ&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;2. ผู้ที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;3. ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;4. จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) ควรเหมาะสม คือไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และควรมีความสว่างหรือความเข้มของแสงที่เหมาะสม คือ ควรปรับให้ ไม่สว่างหรือมืดเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;5. ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา ระยะห่าง 18-22 นิ้ว&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;6. การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอก ควรตั้งฉากกับลำตัว(ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;7. การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่บิดเอียงออกทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียงหรือบิดน้อยที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;8. เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้ และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่งควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่า&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;9. จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;10. หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ที่สำคัญ การทำงานทุกการทำงานต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพักประมาณ 10 นาที ด้วยนะครับ ขอบคุณหนังสือ วิทยาการจัดสภาพงานเพื่อเพิ่มผลผลิตและความปลอดภัย และหนังสือสุขอนามัยของผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ที่มา :นพ.วิชนาท สีบุญเรือง แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ รพ.วิภาวดี&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2977060934706290373?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2977060934706290373/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2977060934706290373'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2977060934706290373'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='วิธีอยู่กับคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sycq9VnGcOI/AAAAAAAAA1Q/862WccUqD5k/s72-c/computer.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7737784521026100276</id><published>2009-11-28T18:42:00.000-08:00</published><updated>2009-11-28T18:52:59.888-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ร้านอาหาร'/><title type='text'>10 ความลับสุดยอดที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับร้านริมทาง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SxHh5U7HItI/AAAAAAAAA0w/Pven6HuH3Vk/s1600/à¸£à¹à¸²à¸à¸&amp;shy;à¸²à¸«à¸²à¸£.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5409353002434110162" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 240px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SxHh5U7HItI/AAAAAAAAA0w/Pven6HuH3Vk/s320/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เจ้าของร้านอาหาร มีประสบการณ์ต่างๆ มา share ให้อ่านเล่นๆลองสังเกตดูว่า มันจริงมั้ย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;1. แก้วน้ำล้างแบบไม่ใช้น้ำยาล้างจานเกือบทุกร้าน 90% จะล้างแบบจ้วงๆ น้ำสักสองสามครั้งเป็นอันเสร็จพิธีแล้วมันจะสะอาดมั้ยเนี่ย ยิ่งหวัด2009กำลังระบาดนะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;2. ประหยัดน้ำล้างจานกันจัง กะละมังเดียว ล้างเกือบ 200 จานร้านเหล่านี้มักมีแหล่งน้ำน้อย หรือต้องจ่ายตังค่าน้ำแพง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;3. ตะเกียบเก๊าส์เก่าส์ บางร้านเป็นพลาสติกดั๊มดำ บางร่านไม้ไผ่ขึ้นราดำ เศร้าง่ะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;4. กระทะผัดแล้วผัดอีก จนกลิ่นไหม้ติด เลย ระหว่างจานแค่ราดน้ำแล้วใช้ตะหลิวเขี่ยกระทะกังเชี๊ยะ เชี๊ยะ เชี๊ยะ เสร็จเรียกว่าไม่ล้งไม่ล้างมันและ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;5. น้ำเปล่าที่ให้กินฟรีน่ะ น้ำก๊อกล้วนๆ บางร้านใจดีใช้น้ำก๊อกมาต้มกะใบชา โอเคละ น้ำประปาดื่มได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;6. ทำไมมีแต่ข้าวเสาไห้ง่ะ มีข้าวหอมมะลิบ้างไหมครับ หรือว่าคนรุ่นใหม่กินข้าวหอมมะลิไม่เป็น???&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;7. เกือบทุกร้านไม่ใช้น้ำปลาทิพรสจริง เอาน้ำปลาถูกๆมากรอกใส่ขวดทิพรสเฉย ถ้าโชคดีก็เจอร้านที่เปลี่ยนพริกทุกวัน โชคร้ายเจอพริกเน่าข้ามปี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;8. ผัดกะเพรายอดฮิตของทุกท่าน มีส่วนผสมของผงชูรสประมาณ 1 ช้อนชา (ถ้าคุณกินทุกวัน ปีนึง 300 กว่าช้อนชา) มิน่าแชมพูหยุดการหลุดร่วงของเส้นผมจึงขายดี๊ ดีอีกอย่างมีร้านไหนล้างกะเพราบ้าง สังเกตมาหลายร้านแล้ว เด็ดจากกิ่งมาผัดไม่เคยเห็นร้านไหนล้างเลย แล้วขี้ดิน สารพิษ ฯลฯ เต็มๆ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;9. น้ำมันที่ใช้ผัด เป็นน้ำมันเก่า (ผ่านการทอดจนใช้ไม่ได้แล้ว) เค้าเก็บรวบรวมใส่ปี๊บเก่าๆ (ขึ้นสนิม) ขายต่อให้พ่อค้านำไปผ่านกรรมวิธีแล้วนำมาแบ่งถุงขาย (มะเร็ง แน่นอน)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;10. เคยกินหมูนุ่มๆ เนื้อนุ่มๆมั้ย ทั้งหมดนั้นเค้าไม่ได้หมักด้วยกรรมวิธีธรรมชาติหรอกใช้ผงปิศาจ (เพื่อนเรียกผงปิศาจ) มาหมักให้นุ่มเร็วๆ ที่สำคัญไม่มียี่ห้อไหนผ่านการรับรองด้วยอิอิ อยากรู้ว่าแรงแค่ไหน ให้ตักใส่มือสัก 1/4ช้อนชาครับหยดน้ำลงไป1หยด กำไว้ 1 นาที หนังมือไม่ลอกก็แสดงว่าคุณไม่ใช่มนุษย์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.edtguide.com/blog/index.php?pagename=detailblog&amp;amp;username=n_nelena&amp;amp;blogid=658"&gt;http://www.edtguide.com/blog/index.php?pagename=detailblog&amp;amp;username=n_nelena&amp;amp;blogid=658&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7737784521026100276?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7737784521026100276/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/10_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7737784521026100276'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7737784521026100276'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/10_28.html' title='10 ความลับสุดยอดที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับร้านริมทาง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SxHh5U7HItI/AAAAAAAAA0w/Pven6HuH3Vk/s72-c/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-927905386262765033</id><published>2009-11-25T22:32:00.000-08:00</published><updated>2009-11-26T00:27:49.612-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารต้านมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสวยความงาม'/><title type='text'>10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;กรมอนามัย วิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เ พื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw47UAQHM0I/AAAAAAAAA0Y/Zz-0rBod9pI/s1600/à¸¡à¸°à¸¡à¹à¸§à¸.bmp"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5408325417369547586" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 199px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw47UAQHM0I/AAAAAAAAA0Y/Zz-0rBod9pI/s200/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.bmp" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;2. มะเขือเทศราชินี &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;3. มะละกอสุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;4. กล้วยไข่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;5. มะม่วงยายกล่ำ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;6. มะปรางหวาน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;8. มะยงชิด &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;9. มะม่วงเขียวเสวยสุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;10. สับปะรดภูเก็ต ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;1. แก้วมังกร &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;2. มะขามเทศ &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;3. มังคุด &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;4. ลิ้นจี่ &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;5. สาลี่ &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;1. มะขามป้อม &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;2. ฝรั่งกลมสาลี่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;3. ฝรั่งไร้เมล็ด &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;4. มะขามเทศ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;5. เงาะโรงเรียน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;6. ลูกพลับ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;7. สตรอเบอร์รี่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;8. มะละกอสุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;9. ส้มโอขาว &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;10. แตงกวา &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;11. พุทราแอปเปิล &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;1. ขนุนหนัง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;2. มะขามเทศ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;4. มะเขือเทศราชินี &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw4jHyP2jQI/AAAAAAAAA0I/5isPyj28Glg/s1600/untitled161.bmp"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5408298819172863234" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw4jHyP2jQI/AAAAAAAAA0I/5isPyj28Glg/s200/untitled161.bmp" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;5. มะม่วงเขียวเสวยสุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;7. มะม่วงยายกล่ำสุก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;9. สตรอเบอร์รี่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;10. กล้วยไข่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี ทั้ง นี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อใ ห้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี. &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอบคุณเนื้อหาจาก ลิซ่า&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-927905386262765033?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/927905386262765033/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/927905386262765033'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/927905386262765033'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/10.html' title='10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw47UAQHM0I/AAAAAAAAA0Y/Zz-0rBod9pI/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-470089815612233718</id><published>2009-11-25T22:22:00.000-08:00</published><updated>2009-11-26T00:23:43.861-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งชนิดต่าง ๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปากมดลูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>จำเป็นแค่ไหนที่ต้องตรวจภายใน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw4fSdPsLdI/AAAAAAAAA0A/VTTzKtFfa90/s1600/untitled160.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5408294604467088850" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw4fSdPsLdI/AAAAAAAAA0A/VTTzKtFfa90/s320/untitled160.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;รศ.พญ.มานี ปิยะอนันต์ หัวหน้า ภ.สูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อยู่ดีๆไปขึ้นขาหยั่งทำไม จำเป็นขนาดไหน ? คำถามคาใจของใครหลายคน การตรวจภายในแท้จริงแล้ว คือ การตรวจอวัยวะของระบบสืบพันธุ์ในสตรี โดย "ตรวจทางช่องคลอด" เพื่อหาความผิดปกติ อาทิ การติดเชื้อ เนื้องอก และมะเร็ง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเขินอาย หรือไม่ก็กลัวไปเลย ยิ่งในรายที่ไม่เคยตรวจภายในมาก่อนไม่ต้องพูดถึง แต่ไม่ต้องห่วง เพราะการตรวจแต่ละครั้งสูติแพทย์จะปกปิดคนไข้อย่างมิดชิด เปิดเฉพาะส่วนที่จะตรวจเท่านั้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;รู้จักอวัยวะในระบบสืบพันธุ์สตรี ประกอบด้วย (จากข้างนอกไปข้างใน) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- อวัยวะเพศภายนอก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ช่องคลอด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ปากมดลูก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- มดลูก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ปีกมดลูก ซึ่งรวมรังไข่ด้วย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ธรรมชาติของการสืบพันธุ์เริ่มจาก รังไข่ของผู้หญิงสร้างไข่ จากนั้นจะเกิดการตกไข่ 1 ฟองทุกเดือน ไข่นี้ก็จะเข้ามายังท่อนำไข่แล้วหยุดคอยตัวอสุจิอยู่ตรงนี้ เมื่อมีการร่วมเพศตัวอสุจิหลายสิบล้าน หรือ เป็นร้อยล้านตัวจะถูกปล่อยออกมาตรงบริเวณปากมดลูก ตัวอสุจิจำนวนหนึ่งจะเข้า ปากมดลูก ว่ายน้ำเข้าไปในโพรงมดลูกขึ้นไปยังท่อนำไข่เพื่อหาไข่ซึ่งคอยอสุจิอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะเกิดการปฎิสนธิ เป็นตัวอ่อนเคลื่อนลงมายังโพรงมดลูก เติบโตในโพรงนี่จนครบ 9 เดือนและคลอดมาชมโลกภายนอก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ดังนั้น การตรวจภายใน จึงอาศัยการดูส่วนที่มองเห็น คือ อวัยวะเพศภายนอก ช่องคลอด และปากมดลูก และอาศัยการคลำในส่วนที่มองไม่เห็น คือ มดลูก ปีกมดลูก รวมทั้งรังไข่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มตรวจ... &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คุณสุภาพสตรีจะต้องนอนบนเตียงที่มีขาหยั่ง เพื่อสูติแพทย์จะดูลักษณะทั่วๆ ไป ภายนอกก่อนว่ามีผื่นแผล ติ่งเนื้อ หรือก้อนที่ผิดปกติหรือไม่ จากนั้นจะถึงขั้นตอนตรวจดูในช่องคลอด ซึ่งจำเป็นต้องสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอดเพื่อถ่างเปิดให้เห็นลักษณะภายในช่องคลอดและปากมดลูก และตรวจดูว่าตกขาวมีสี กลิ่น และปริมาณผิดปกติหรือไม่ ส่วนอวัยวะที่อยู่ลึกที่สุดเท่าที่จะเห็นได้อย่างปากมดลูกก็จะได้รับการตรวจดูว่ามีแผลอักเสบหรือมีติ่งเนื้อหรือไม่&lt;br /&gt;โดยปกติ สูติแพทย์จะถือโอกาสตรวจมะเร็งปากมดลูกไปพร้อมๆกัน ซึ่งไม่ยุ่งยากและไม่เจ็บเพราะใช้เครื่องมือป้ายเอาน้ำในช่องคลอด ขูดผิวปากมดลูก และช่องภายในปากมดลูกไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 3 - 7 วัน ก็จะรู้ผล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ส่วนการตรวจอีกขั้นตอน คือ ตรวจโดยคลำผ่านทางช่องคลอด โดยแพทย์จะสอดนิ้วในช่องคลอด ส่วนอีกมือหนึ่งจะกดท้องน้อยเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ที่เหลือซึ่งอยู่ภายในอุ้งเชิงกราน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ตรวจแล้วดีจริงเหรอ ? &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;แน่นอน 100 % ยิ่งถ้าคุณสุภาพสตรีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป&lt;/strong&gt; เพราะ&lt;br /&gt;- ได้ตรวจหามะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาว ๆ ที่แต่งงานแล้วควรตรวจหามะเร็งทุกปี แต่ในรายที่พบว่ามีการอักเสบเรื้อรังที่ปากมดลูกหรือสงสัยว่าจะมีเซลล์ผิดปกติเกิดขึ้น และอาจพัฒนาไปสู่เซลล์มะเร็ง สูติแพทย์อาจจะต้องนัดมาตรวจทุก 3 - 6 เดือน แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะปัจจุบัน หากพบว่าคุณเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น สูติแพทย์จะสามารถรักษาให้หายขาดได้&lt;br /&gt;- เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการของโรคทางนรีเวช เช่น มีตกขาวมาก มีกลิ่นเหม็น มีเลือดออกไม่ตรงกับประจำเดือน มีเลือดประจำเดือนออกนานเกิน 7 วัน คลำได้ก้อนที่อวัยวะเพศ คลำได้ก้อนในท้องน้อย หรือมีแผลที่อวัยวะเพศ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หากสูติแพทย์ซักประวัติเราควรตอบตามจริงเพื่อช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะโรคบางอย่างมีอาการของโรคคล้าย ๆ กัน เช่น กรณีที่เลือดออกผิดปกติ อาจมีสาเหตุมาจากเยื่อบุมดลูกผิดปกติ เนื้องอกในมดลูก ช่องคลอดอักเสบ ปากมดลูกเป็นมะเร็ง หรือเกิดจาการท้องนอกมดลูก หรือแท้งบุตร ดังนั้นเมื่อสูติแพทย์ขอตรวจภายในก็ควรจะปฏิบัติตาม แม้ว่าจะยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วจะไม่เจ็บเมื่อรับการตรวจ แต่สำหรับสตรีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์จะรู้สึกตึง ๆ หรือเจ็บบ้างเล็กน้อย แต่ที่แน่ ๆ ขนาดเครื่องมือตรวจจะมีขนาดเล็กกว่าคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วแน่นอน รู้อย่างนี้หายกลัวเจ็บได้เลยค่ะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เตรียมตัวก่อนตรวจ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1. ถ่ายอุจจาระมาก่อน สำหรับผู้ที่ท้องผูกควรกินยาระบายล่วงหน้า 2 – 3 วัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. ไม่ต้องโกนขน เพราะในการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมบางโรคต้องอาศัยดูจากขนด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เจ็บเมื่อขนขึ้นใหม่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3.ควรสวมกระโปรงเพื่อความสะดวกในการตรวจ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ที่สำคัญต้องเตรียมใจให้พร้อม คิดเสียว่าตรวจเพื่อสุขภาพ เพราะการตรวจภายในจะช่วยให้พบมะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ และรับรองว่าคุณจะหายเป็นปกติแน่นอนค่ะ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-470089815612233718?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/470089815612233718/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/470089815612233718'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/470089815612233718'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_25.html' title='จำเป็นแค่ไหนที่ต้องตรวจภายใน'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sw4fSdPsLdI/AAAAAAAAA0A/VTTzKtFfa90/s72-c/untitled160.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-9203191033636867726</id><published>2009-11-15T22:11:00.000-08:00</published><updated>2009-11-15T22:16:20.142-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งชนิดต่าง ๆ'/><title type='text'>วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SwDuAsZo7BI/AAAAAAAAAyg/EYJa6DIZnz0/s1600/untitled151.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5404581248530705426" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 213px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SwDuAsZo7BI/AAAAAAAAAyg/EYJa6DIZnz0/s320/untitled151.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;มะเร็งปากมดลูก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;&lt;strong&gt;มะเร็งในมดลูก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง&lt;br /&gt;มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง&lt;br /&gt;มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งตับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งสมอง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งในช่องปาก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งในลำคอ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งในกระเพาะอาหาร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งทรวงอก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งลำไส้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;มะเร็งต่อมน้ำเหลือง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถึงท่านผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6 วัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม&lt;br /&gt;สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-9203191033636867726?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/9203191033636867726/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/9203191033636867726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/9203191033636867726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_15.html' title='วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SwDuAsZo7BI/AAAAAAAAAyg/EYJa6DIZnz0/s72-c/untitled151.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-6169904085100570867</id><published>2009-11-13T20:00:00.000-08:00</published><updated>2009-11-13T20:35:27.274-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารเสริม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสวยความงาม'/><title type='text'>ผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่คุณไม่เคยทราบ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sv4zX5EwMNI/AAAAAAAAAyY/t1yU-e8xeW8/s1600-h/à¸&amp;shy;à¸²à¸«à¸²à¸£à¹à¸ªà¸£à¸´à¸¡.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5403813088441938130" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 253px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sv4zX5EwMNI/AAAAAAAAAyY/t1yU-e8xeW8/s320/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คุณเคยรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบ้างหรือไม่ และถ้าเคยคุณเคยทราบถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่อสุขภาพบ้างหรือไม่ ขอเวลา 5 นาทีกับบทความนี้ แล้วลองมาดูกันว่าผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์บางประเภทต่อสุขภาพที่คุณอาจเคยใช้ อยากใช้ คิดจะใช้ เป็นเช่นไรบ้าง สิทธิผู้บริโภค-รับรู้ทุกแง่มุมของสิ่งที่คิดจะรับประทาน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;วิตามิน ซี ( Ascorbic acid )&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- หากได้รับวิตามิน ซี ในปริมาณสูง 1-3 กรัมต่อวัน ติดต่อกันหลายวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ&lt;br /&gt;- การได้รับวิตามินซีในปริมาณสูง เพื่อหวังเสริมภูมิต้านทานและป้องกันโรค ยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันที่ถือเป็นข้อสรุปได้ว่าทำได้จริง&lt;br /&gt;- ผลการวิจัยในหลอดทดลอง พบวิตามิน ซี อาจทำให้ดีเอ็นเอ ในเซลล์เป็นอันตราย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;วิตามิน อี (Tocopherols)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- ประโยชน์ของวิตามินอี ยังไม่พบแน่ชัด แต่ไม่มีพิษ หากรับประทานไม่เกิน 1000 หน่วยสากลต่อวัน&lt;br /&gt;- ภาวะการขาดวิตามินอี ยังไม่พบในคนสุขภาพปกติ เพราะวิตามินอี มีมากในอาหารที่คนรับประทาน จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินอี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;เสริมวิตามินเอ และ เบต้าแคโรทีน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;- การบริโภควิตามินเอบางชนิดในรูปอาหารเสริม อาจทำให้ได้รับในปริมาณสูงเกินไป เสี่ยงต่อการเกิดพิษในร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ ตับทำงานมากขึ้น ในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ&lt;br /&gt;- มีรายงานว่า การรับประทานวิตามินเอ เสริม อาจทำให้กระดูกบางลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก&lt;br /&gt;-มีรายงานการวิจัยขนาดใหญ่ในฟินแลนด์พบว่า การใช้เบต้าแคโรทีน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ซีลีเนียม (Selenium)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- ไม่ควรรับประทานซีลีเนียม เกินกว่า 400 ไมโครกรัม/วัน อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง&lt;br /&gt;- ยังไม่มีข้อมูลมากพอจะบอกว่าปริมาณซีลีเนียมเท่าไรจึงจะสามารถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปัจจุบันผู้คนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นจำนวนมาก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;สังกะสี ( Zinc )&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- การได้รับในปริมาณสูง (ประมาณ 25 มิลลิกรัม) สามารถขัดขวางการดูดซึมทองแดง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;แคลเซียม ( Calcium )&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-การได้รับในปริมาณสูง (ประมาณ 25 มิลลิกรัม) สามารถขัดขวางการดูดซึมทองแดง แคลเซียม (Calcium )&lt;br /&gt;- การได้รับแคลเซียมเกินขนาด อาจทำให้คลื่นไส้ ท้องผูก เฉื่อยชา และอาจสะสมทำให้เกิดนิ่วได้&lt;br /&gt;- ปริมาณสูงอาจยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ซุปไก่สกัด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงแค่ไข่ไก่ ครึ่งฟอง&lt;br /&gt;- การบริโภคเนื้อสัตว์ที่ต้มหรือตุ๋นในระยะเวลานาน ทำให้ได้รับสารก่อมะเร็งกลุ่ม เฮ็ตเตอโรไซคลิก อะโรเมติกเอมีน มากกว่าปรกติ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายอวัยวะ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;โปรตีน (Protein)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- การรับประทานอาหารโปรตีนสูง ร่างกายจะไม่ได้นำโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อ แต่จะกำจัดออก เป็นการเพิ่มภาระให้กับตับและไตต้องทำงานหนักขึ้น&lt;br /&gt;- คนที่ลดน้ำหนักโดยการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง อาจเสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจ พื้นผักตามฤดูกาลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;สาหร่ายสไปรูไลน่า&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;- ระวังภาวะเสี่ยงที่สาหร่ายอาจปนเปื้อนสารโลหะหนักและสารพิษอื่น ๆ จากน้ำที่เพาะเลี้ยง&lt;br /&gt;- มีปริมาณกรดนิวคลิอีกสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์&lt;br /&gt;รังนก&lt;br /&gt;- คุณค่าทางโภชนาการต่ำ แต่มีราคาสูง ได้ประโยชน์ต่อร่างกายไม่คุ้มค่าเงิน&lt;br /&gt;- ไม่เคยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า กินแล้วทำให้ผิวพรรณอ่อนวัย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;การ์ซีเนีย (Garcinia)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีหลักฐานการวิจัยที่ยืนยันชัดเจนว่า HCA สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;น้ำมันปลา(Fish oil )&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;-ในการทดลองพบผลเสียจากการรับประทานน้ำมันปลาคือ เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาจทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอีได้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อสารพิษตกค้าง เนื่องจากภาวะมลพิษทางทะเลในถิ่นที่ปลาซึ่งเป็นวัตถุดิบอาศัย&lt;br /&gt;-ขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร หากจะบริโภคเพื่อการรักษาต้องรับประทานในปริมาณสูงมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อร่างกาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;อีฟนิ่ง พริมโรส (EPO)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-มีรายงานผลข้างเคียงในผู้ป่วยโรคลมชัก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;เลซิทิน (Lecithin)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-คนปกติมักไม่ขาดเลซิติน การบริโภคในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย&lt;br /&gt;-เลซิติน จากพืชดีกว่าในสัตว์ เพราะเลซิตินจากพืชมีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หากซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลซิตินจากแหล่งวัตถุดิบที่เป็นสัตว์อาจได้รับกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง ยิ่งทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโคเลสเตอรอล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba )&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;-ยังมีรายงานการวิจัยที่ขัดแย้งกันในเรื่องการรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อม จึงยังไม่มีข้อสรุป ฤทธิ์ข้างเคียงของแปะก๊วย ในผู้ใช้บางราย คืออาการปวดศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน&lt;br /&gt;-เกิดภาวะแทรกซ้อน เลือดไหลไม่หยุดในขณะผ่าตัด ในรายของผู้ป่วยที่รับประทานแปะก๊วยควบคู่ไปกับการรักษาโรคแผนปัจจุบัน&lt;br /&gt;บุก&lt;br /&gt;- หากรับประทานกลูโคแมนแนนชนิดเม็ด ต้องดื่มน้ำตามให้มาก ๆ มิฉะนั้นจะเกิดเจลอุดตันในทางเดินอาหาร ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้&lt;br /&gt;- การรับประทานอาหารไฟเบอร์ติดต่อกันนาน ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะการขาดสารอาหารในร่างกายได้&lt;br /&gt;- ไม่มีรายงานว่าสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งในลำไส้ใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;มะขามแขก (Senna)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;-ในการระบายของเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำออกไป ไม่ใช่ไขมัน ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงคือ น้ำที่หายไป หลังจากดื่มน้ำกลับเข้าไปร่างกายจะกลับมาน้ำหนักเท่าเดิม -การใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นประจำจะมีอันตรายทำให้ลำไส้บีบตัวเองไม่เป็น เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรัง&lt;br /&gt;กระเทียมอัดเม็ด&lt;br /&gt;- ผลการวิจัยในระยะหลัง พบว่า สารสกัดจากกระเทียม ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ค่อยมีผลต่อการลดระดับของโคเลสเตอรอล หรือมีก็ในระดับที่น้อยมาก เนื่องจากปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดถูกควบคุมด้วยปัจจัยมากกว่าหนึ่งปัจจัย&lt;br /&gt;- เกิดกลุ่มรณรงค์ในอเมริกายื่นคำร้องให้ อย.ของสหรัฐฯ สั่งห้ามบริษัทอาหารเสริมโฆษณาสรรพคุณของกระเทียมอัดเม็ดว่า ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลได้และช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-6169904085100570867?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/6169904085100570867/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/6169904085100570867'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/6169904085100570867'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_13.html' title='ผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่คุณไม่เคยทราบ'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sv4zX5EwMNI/AAAAAAAAAyY/t1yU-e8xeW8/s72-c/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4020281516796482959</id><published>2009-11-03T23:55:00.000-08:00</published><updated>2009-11-03T23:58:22.876-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>อาหารช่วยเผาผลาญไขมัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvEztzxYFAI/AAAAAAAAAw4/kPq8LTTjJ80/s1600-h/untitled149.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400154290278372354" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 221px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvEztzxYFAI/AAAAAAAAAw4/kPq8LTTjJ80/s320/untitled149.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สารอาหารบางสิ่งที่ช่วยเผาพลาญไขมันอาจช่วยทำให้เราผอมได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริงว่า มีสรรพคุณต่อร่างกายอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;หน่อไม้ฝรั่ง กรดแอสพาราจีนในหน่อไม้ช่วยทำให้ผอมได้ แต่กรดเหล่านี้เพียงช่วยขับน้ำออกเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาพลาญไขมัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;สาหร่ายและชาสาหร่าย ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกรดแอสพาราจีน คือขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย ส่วนการเผาพลาญไขมันนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า สามารถเผาพลาญได้จริงหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;พริก ในพริกมีสารรสเผ็ดร้อนที่ชื่อแคปไซซิน ช่วยเพิ่มความร้อนในร่างกาย “เพลิงร้อน” ตัวนี้สามารถช่วยเผาพลาญไขมัน ฉะนั้นถ้าใครกินเผ็ดได้ ก็เหยาะพริกป่นลงไปหน่อย หรือรับประทานพริกสดที่ซอยบางๆ ร่วมกับอาหารด้วยก็ดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;กาแฟ กาเฟอีนช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์ซึ่งมีหน้าที่เผาพลาญไขมัน ดังนั้น เราควรจะดื่มกาแฟเป็นประจำ แต่ไม่ควรดื่มมาก แค่มื้อเช้าดื่มหนึ่งแก้ว หลังอาหารเที่ยงดื่มอีกหนึ่งแก้ว ก็พอแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;ไวน์แดง หากดื่มในปริมาณน้อย สารบางอย่างในไวน์แดง ก็อาจจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันได้บ้าง อย่างไรก็ดีไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะไวน์แค่ครึ่งแก้วสามารถให้พลังงานได้ถึง 72 แคลอรี่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ชาเขียว จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำในปริมาณวันละสี่แก้ว สามารถช่วยกระตุ้นการเผาพลาญไขมันได้ และดีต่อสุขภาพอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทยอ.ส.ม.ท. &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4020281516796482959?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4020281516796482959/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_03.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4020281516796482959'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4020281516796482959'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_03.html' title='อาหารช่วยเผาผลาญไขมัน'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvEztzxYFAI/AAAAAAAAAw4/kPq8LTTjJ80/s72-c/untitled149.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-27127132805049587</id><published>2009-11-02T23:36:00.000-08:00</published><updated>2009-11-02T23:38:27.537-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารต้านมะเร็ง'/><title type='text'>เขาว่าในข้าวกล้องมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ ?</title><content type='html'>เขาว่าในข้าวกล้องมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์หญิง กนกวรรณ พรประสิทธิ์&lt;br /&gt;ในท่ามกลางกระแสการรณรงค์ให้รับประทานข้าวกล้องเพื่อสุขภาพนั้น คำถามประโยคนี้คงจะไปสะดุดหูสะดุดใจอย่างแรงสำหรับนักมังสวิรัติ&lt;br /&gt;หรือนักชีวจิต ผู้ยึดการบริโภคข้าวกล้องเป็นสรณะ ข้าวกล้องมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบอย่างง่ายๆ ก็คือ &lt;strong&gt;จริงค่ะ&lt;/strong&gt; แต่ถ้าตอบอย่างยากๆก็ต้องอธิบายกันยาวเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อนๆ ที่รับประทานข้าวกล้องอยู่แล้วคงจะสังเกตว่า ข้าวกล้องที่อยู่ในจานบางเม็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำแต้มอยู่มาก หรือเกือบทั้งเม็ด ตรงส่วนนี้แหละค่ะนักวิทยาศาสตร์ไทยได้สังเกตเช่นกัน และได้ลองนำไปเพาะเชื้อดู ปรากฏว่าเป็นเชื้อราแอสเปอร์จิรัส ซึ่งเป็นเชื้อราที่สร้างสารอะฟลาท็อกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ (ที่เคยทำให้เราตกใจมาแล้วกับเรื่องถั่วลิสง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามต่อมาคือ อย่างงี้รับประทานข้าวกล้องก็ไม่ดีนะสิ ?&lt;br /&gt;รับประทานข้าวกล้องนั้นดีแน่ค่ะ มีประโยชน์กว่าข้าวขาวหลายเท่า &lt;strong&gt;ทราบมั้ยคะว่าเจ้าเชื้อรานี้ขึ้นเฉพาะในข้าวกล้องไม่ขึ้นในข้าวขาว ก็เพราะข้าวกล้องมีเยื่อบางๆ ที่หุ้มอยู่ซึ่งเยื่อบางๆ นี้แหละที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต่อพวกเชื้อรา ซึ่งในข้าวขาวจะถูกขัดสีออกไปหมดแล้ว เชื้อราจึงไม่ขึ้น เห็นความฉลาดของเจ้าเชื้อรามั้ยคะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย ?&lt;br /&gt;คำตอบคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ให้เลือกซื้อข้าวกล้องที่ขัดสีใหม่ๆ แต่คงไม่ต้องถึงกับสีข้าวหรือตำข้าวรับประทานเองหรอกนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ให้คัดเลือกเม็ดข้าวที่เสีย เม็ดลีบ เม็ดไม่สมบูรณ์ เม็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มออกก่อนซาวข้าวหรือหุงข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.อย่าเก็บข้าวกล้องไว้ในที่ชื้น เพราะจะทำให้ราขึ้นง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านี้แหละค่ะไม่ยากเลย หวังว่าคงไม่ทำให้เพื่อนๆ หมดอารมณ์ หรือ แหยงในการรับประทานข้าวกล้องไปหรอกนะคะ เพราะข้าวกล้องนั้นมีประโยชน์มากมายแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเรารู้ข้อดี ข้อเสียของมัน และกำจัดข้อเสียออก เก็บข้อดีไว้ ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับมะเร็งค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูล: Forword Mail&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-27127132805049587?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/27127132805049587/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_02.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/27127132805049587'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/27127132805049587'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post_02.html' title='เขาว่าในข้าวกล้องมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ ?'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4409685448480116941</id><published>2009-11-02T17:09:00.000-08:00</published><updated>2009-11-02T17:40:29.632-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งชนิดต่าง ๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธรรมชาติบำบัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><title type='text'>คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Su-J-eu7hxI/AAAAAAAAAww/Z3pQrFe5gVM/s1600-h/untitled148.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5399686184735311634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 291px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Su-J-eu7hxI/AAAAAAAAAww/Z3pQrFe5gVM/s320/untitled148.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเรงจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว&lt;br /&gt;12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหาร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น "" นิวตร้าสวีต "" "" อีควล "" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ "" แบรก อมิโน "" หรือเกลือทะเลแทน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C) &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4409685448480116941?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4409685448480116941/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4409685448480116941'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4409685448480116941'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Su-J-eu7hxI/AAAAAAAAAww/Z3pQrFe5gVM/s72-c/untitled148.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-1268313446022179518</id><published>2009-10-26T06:20:00.000-07:00</published><updated>2009-10-26T06:42:56.425-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสวยความงาม'/><title type='text'>เคล็ดลับชะลอความแก่</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuWmrXgpwhI/AAAAAAAAAwY/tQzfK5h5LIw/s1600-h/untitled52.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5396902992448963090" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 254px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuWmrXgpwhI/AAAAAAAAAwY/tQzfK5h5LIw/s320/untitled52.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;วิธีชะลอความแก่&lt;/strong&gt; โดย แพทย์หญิงสุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ไม่มีผู้หญิงจิตใจปกติคนใดในโลกอยากแก่ แต่น่าประหลาดที่เธอแทบไม่เว้นสักคนเดียวพยายาม&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt; “ชะลอความแก่” หรือ “พยุงความสาว”&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เฉพาะเรือนกายของเธอเท่านั้น เธอลืมสนิทว่ามนุษย์คือ องค์ประกอบของ “กาย” กับ “ใจ” ที่แยกกันไม่ออกจนถึงวันชีวิตดับ แม้เธอจะทำศัลยกรรมตบแต่ง ดึงผิวหน้าแล้วทาครีมกะปุกละพันบาท แต่ถ้าเธอลืมชะลอความชราทางใจเสียแล้วก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะใจมีอำนาจเหนือกายพูดอย่างสั้นที่สุดก็ต้องว่า &lt;span style="color:#6600cc;"&gt;&lt;strong&gt;“ใจเป็นนายของกาย”&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; คือ ใจเป็นผู้สั่งกายใจที่ร่วงโรยไม่สามารถสั่งกายให้สดชื่นได้ คนใจร่วงโรยกายจะร่วงโรยตามอย่างแน่นอน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc33cc;"&gt;ทำอย่างไรใจจึงจะแจ่มใสไม่ร่วงโรย?&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ใจแจ่มใสคือ ใจที่สงบ พอใจตนเอง รักผู้อื่นและพร้อมที่จะให้อภัย, เป็นผู้ “ให้” มากกว่าผู้รับ, รู้สึกขอบคุณและชื่นชมแม้สิ่งเล็กน้อยธรรมดาในชีวิตประจำวัน เช่น ร่มไม้เขียวชอุ่ม, เสียงนอกร้อง, กลิ่นหอมของดอกไม้, รอยยิ้มของทารกไร้เดียงสาฯลฯ ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดี ทั้งหมดนี้มาจากประการเดียวเท่านั้นคือ เป็นคนรักตนเอง, รักผู้อื่น และรักธรรมชาติ&lt;br /&gt;ใครไม่อยากแก่จึงต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;1. เป็นคนมีความรัก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;คุณต้องรักตัวเองเสียก่อน จึงจะสามารถรักคนอื่นได้ แต่โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า “ความรักตนเอง” ไม่ใช่ “ความหลงตนเอง” และไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ความรักตนเองคือ ความพอใจตน, เคารพตน, และรู้ค่าของตน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;คนไม่รักตนเองหรือชังตนเอง&lt;/strong&gt; จะไม่มีวันรักใครได้เลย และคนไม่รักใครย่อมไม่มีใครรักคนไม่มีใครรักย่อมรู้สึกว่าโลกนี้โหดร้าย ไร้ความยุติธรรม เขาจึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง และไม่เป็นมิตร ซึ่งจะยิ่งทำให้ใครๆ ไม่รักเขามากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาเคียดแค้นชิงชัง “โลก” หรือ “ผู้อื่น” ยิ่งขึ้น เป็นวงจรไม่รู้จบ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ใครไม่อยากแก่จึงต้องฝึกใจให้รักผู้อื่น หรือรักเพื่อนมนุษย์ เมื่อเรารักใครเราย่อมอยากจะ “ให้” เขา, พร้อมที่จะให้อภัยเขา, ชื่นชมและยกย่องเขา, ช่วยเหลือเขา ซึ่งล้วนเป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายเย็น” ทั้งสิ้น เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจ มีแต่จะทำให้ใจของคุณชุ่มฉ่ำและผ่องใสไม่รู้วันโรย ตรงกันข้ามกับคนไม่รักเพื่อนมนุษย์ คนเช่นนั้นขาดน้ำหล่อเลี้ยงใจ จึงเหมือนพืชขาดน้ำ นับวันแต่จะร่วงโรยและเหี่ยวเฉาไปในที่สุดคนไม่รักใครมักหน้าบึ้ง, หน้างอ, ไม่เคยยกย่องหรือชื่นชมใคร, มีชีวิตคับแค้น, คบคนผิวเผิน บางคนไม่ให้อะไรใครแม้แต่ “รอยยิ้ม” ซึ่งไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่เขาอาจมีสติปัญญาสูง มีความสามารถทำงานเก่ง แต่งานนั้นเป็นไปเพื่อ ลาภ, ยศ และสรรเสริญ ของตัวเองทั้งสิ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;คนไม่รักใครเป็นคนขาดความรักมาแต่เด็ก&lt;/strong&gt; จึงมองแต่แง่ลบของผู้อื่น และมีความชังบรรจุอยู่เต็มใจ ความเกลียดชัง, ความเคียดแค้น, ความอิจฉา, ความหึงหวง, รวมทั้งความไม่เป็นมิตร ที่แฝงอยู่ภายในล้วนเป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายร้อน” ที่เผาใจคนเราให้รุ่มร้อนแล้วร่วงโรย ถ้าไม่สามารถขจัดความรู้สึกทางใจฝ่ายร้อนได้ก็ป่วยการที่จะใช้ครีมกะปุกละพันบาท เพราะว่าคนที่มีความรู้สึกทางใจฝ่ายร้อนเป็นเจ้าครองเรือนใจนั้น ระบบประสาทออโตโนมิคสองฝ่าย จะทำงานไม่สมดุลกัน ทำให้ความดันโลหิตผิดปกติจากการขยายหรือหดตัวของหลอดเลือด การบีบรัดตัวของลำไส้ ฯลฯ เปลี่ยนแปลงผิดไปจากปกติ ซึ่งจะให้ผลในทางสึกหรอหรือร่วงโรยทั้งสิ้น&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2. อย่าใช้ชีวิตสะดวกสบายเกินไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ใครที่มีคนขับรถให้ นั่งทำงานอยู่กับโต๊ะในห้องปรับอากาศทั้งวัน กลับบ้านมีคนรับใช้ทำให้ทุกอย่าง แม่แต่ต้องการของในอีกห้องหนึ่งก็ต้องใช้คนอื่นเดินไปหยิบให้ ทั้งไม่เคยหัดกายบริหาร หรือเล่นกีฬาแต่อย่างใด กล้ามเนื้อจะหย่อนยาน ไม่ตึงแข็งเหมือนคนได้ทำงานออกกำลังกายเป็นประจำ จึงดูแก่เร็วกว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ฉะนั้น ถ้าไม่อยากแก่เร็วอย่าใช้ชีวิตด้วยการ “กดปุ่ม” และอาศัยแรงงานคนอื่นตลอดเวลา เช่น ถ้าไม่ใช่เวลารีบร้อน เดินขึ้นลงบันไดดีกว่าใช้ลิฟท์ ให้กล้ามเนื้อได้ทำหน้าที่ของมันตามสมควร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;3. ให้อาหารแก่กายและใจ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;คุณคงทราบดีแล้วว่า อาหารประเภทใดมีประโยชน์ต่อร่างกาย จะขอย้ำแต่เพียงว่า&lt;strong&gt;อาหารที่เป็นศัตรูต่อสตรีคือ อาหารหวานทุกชนิด อาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว, ขนมปัง, หัวเผือก หัวมัน และอาหารมัน&lt;/strong&gt; เพราะนอกจากจะทำให้พุงยื่น, คางสองชั้น, และ คอเป็นหนอกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสิวและเพิ่มไขมันในหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตสูง และอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตันหัวใจวายตายกระทันหัน ไม่ทันได้ร่ำลาคนที่คุณรักก็ได้อีกอย่างหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ถ้าคุณตั้งหน้าทำงานหาเงินฝ่ายเดียว จนไม่มีเวลาเหลือไว้สำหรับอ่านหนังสือบำรุงสมอง และเสพย์อาหารใจจากสิ่งอันเป็นสุนทรีย์ทั้งปวง คือไม่เคยมีเวลาหนีเสียงยวดยาน, หนีอากาศเสีย และน้ำเน่าไปชื่นชมกับต้นไม้เขียวชอุ่ม, สายลม และแสงแดดบริสุทธิ์นอกกรุงเสียบ้าง คุณจะแก่เร็ว เพราะความตึงเครียดทั้งกายและใจร่วมกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทั้งหลาย ช่วยกันซ้ำเติมให้ร่างกายของคุณสึกหรอเร็วขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;4. เลิกกังวล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;คนขี้กังวลทั้งกายและใจจะตึงเครียดทำให้ปวดศีรษะ (เพราะกล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอยเกร็งตัว) ปวดหลังและปวดข้อ (เพราะกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อแขนขาเกร็งตัว) อ่อนเพลีย (เพราะกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายทำงานมากเกินไป) ท้องอืดและท้องผูก (เพราะหูรูดของลำไส้บีบรัด) ฯลฯ ผลร้ายอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนขี้กังวลมักขมวดคิ้วหน้าเครียด กล้ามเนื้อของใบหน้าทำงานมากเกินไป จึงเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นเร็ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;5. มีงานอดิเรก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;คุณทราบหรือไม่ว่า คุณสุขภาพจิตดีทุกคนมีงานอดิเรก ถ้าใครมีพฤติกรรมหลักอยู่เพียง 3 อย่างคือ กิน, นอน, และทำงาน เมื่อใกล้วัยร่วงโรยทำงานวิชาชีพไม่ได้แล้วจะรู้สึกสูญเสีย ขาดสิ่งช่วยค้ำจุนความนับถือและภูมิใจตนเอง คนที่ขาดสิ่งค้ำจุนใจจะเศร้าง่ายในวัยชรา และความเศร้าย่อมทำให้ใจและกายร่วงโรยเร็วกว่าที่ควร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;6. “ให้” ผู้อื่นทุกวัน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;การให้เป็นความสุขมากกว่าการรับ เพราะการให้ทำให้ใจอิ่มเอิบ ซึ่งทำให้เกิดผลพลอยได้คือ ป้องกันความร่วงโรยของกายอีกด้วย ใจที่อิ่มเอิบย่อมทำให้ระบบประสาทออโตโนมิคทำหน้าที่ได้ดี จึงทำให้สีหน้า แววตา และผิวพรรณสดใส แถมยังมีส่วนช่วยรักษาอาการเศร้าได้ด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;การให้มิได้หมายความเฉพาะการให้ “วัตถุ” อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ เรามีสมบัติอย่างอื่นที่จะให้ได้มากมาย ให้เท่าไรไม่รู้จักหมด สมบัตินั้นได้แก่น้ำใจ ไมตรีจิต ความเกื้อกูล ความยกย่อง และชื่นชม ฯลฯ เราทุกคนไม่ว่ายากไร้เพียงใดสามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่ใครๆ ได้ทุกวันและตลอดชีวิต&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ผู้เขียนขอเน้นเป็นพิเศษว่า คุณ “ยกย่อง” ได้ แต่อย่า “เยินยอ” เพราะ “ยกย่อง” เป็นความสุจริต แต่ “เยินยอ” เป็นความทุจริตควรถามตัวเองก่อนนอนว่า “วันนี้ฉันได้ให้อะไรแก่ใครหรือยัง?” ถ้ายังพรุ่งนี้คุณจะให้อะไรแก่ใครบ้าง ขอย้ำว่า คุณมีอะไรจะให้ผู้อื่นได้เสมอทุกวันและตลอดชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็ “คำพูด” ที่ให้ความรู้สึกดีงามทางใจแก่เขา และ “รอยยิ้ม” อันเมตตาอบอุ่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่อย่าลืมว่า รอยยิ้มนั้นจะต้องไม่ขัดกับแววตาและวาจาของคุณ เพราะเพียงแต่แววตาอย่างเดียวก็ฟ้องความรู้สึกจากใจได้ คุณคงไม่เป็นอย่างผู้หญิงบางคนที่ผู้เขียนเคยพบ และคุณเองก็อาจเคยผ่านมาบ้าง เธอผู้นั้นยิ้มสวยเหลือเกิน จนหลับตานึกถึงเธอทีไรมักเห็นรอยยิ้มแสนหวานกับฟันซี่เล็กขาวสวยของเธอ แต่ยามเจรจาเธอช่างหาถ้อยคำประชดเสียดสีที่แสนสุภาพมาเชือดเฉือนหัวใจคนฟังได้เจ็บแสบดีนัก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;7. อย่าเป็นทาสของอดีต&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;คนจำนวนมากไม่มีความสุขและใจร่วงโรย เพราะชอบคร่ำครวญหรือหวนหาอดีตไม่รู้จักจับสิ้น แล้วก็สงสารตัวเองไม่รู้หาย คนเช่นนี้จึงมีแต่ความท้อแท้จะถดถอย คนสุขภาพจิตดีจะไม่ตกเป็นทาสของอดีตอดีตเป็นเพียงสิ่งที่เราเดินผ่านไปบนถนนแห่งชีวิต ซึ่งเป็นถนนต้องห้ามคือ คุณเดินผ่านได้เพียงครั้งเดียว เหตุการณ์ในอดีตไม่ว่าจะเลวร้ายเพียงใด ถ้าเรารู้จักเป็นนายมัน มันจะมีประโยชน์ต่อเราเสมอไม่มีข้อยกเว้น จงให้มันรับใช้คุณคือ ใช้อดีตให้เป็นทาสของอนาคต ในโลกแห่งความจริง อดีตไม่เคยกลับมา เพราะอดีตคือความเป็นปัจจุบันที่ตายไปแล้ว มันย่อมหมดฤทธิ์เดช มัน “ไม่มีตัวตน” แล้ว ไฉนคุณจะยังปล่อยใจให้เป็นทาสของมันอยู่อีกเล่า คนมีใจเป็นทาสของอดีตย่อมมืดมนและหม่นไหม้ เป็นใจที่ยังไม่หลุดพ้น เพราะหลงผูกพันอยู่กับ “ความไม่มีตัวตน” เสพติดรสข่มขื่นของอดีตคนเช่นนั้นจึงร่วงโรยเร็ว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณปฏิบัติได้ทุกข้อข้างต้น ในที่สุดวันหนึ่งคุณก็หนีไม่พ้น ต้องกลายเป็นหญิงแก่ผิวเหี่ยวย่นเข้าจนได้ ทำอย่างไรดีเล่าใจจึงจะไม่เหี่ยวแห้งตามผิวไปด้วย ทำได้อย่างเดียวคือ ยอมรับสภาพความจริง เพราะการยอมรับสภาพความจริงของภาวะทุกอย่างที่ชีวิตเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นยารักษาความกังวล หวาดหวั่นได้ชงัดนัก จึงเป็นวิธีที่ดีสุดที่ทำให้ใจสงบ และใจที่สงบย่อมแจ่มใสไม่ร่วงโรยให้กำลังใจแก่ตัวเองเถิดว่า อายุแต่ละปีที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นสัดส่วนกับคุณค่าของตัวคุณคือ ยิ่งอายุมากขึ้น คุณก็ยิ่งฉลาดรอบรู้และสามารถมากขึ้น อย่างที่ฝรั่งพูดว่า “Age grows with wisdom” นอกจากนั้น ทุกปีที่ผ่านไป คุณยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น ได้รับความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นได้ให้ทั้งคุณและประโยชน์แก่ผู้อื่นมากขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คนมีปัญญาย่อมเห็นว่าล้วนมีค่าทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวมมากกว่าความเต่งตึงของผิวกายอย่างเทียบกันไม่ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.thammavanit.com/"&gt;http://www.thammavanit.com/&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-1268313446022179518?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/1268313446022179518/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/1268313446022179518'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/1268313446022179518'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html' title='เคล็ดลับชะลอความแก่'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuWmrXgpwhI/AAAAAAAAAwY/tQzfK5h5LIw/s72-c/untitled52.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2377108595229339323</id><published>2009-10-21T23:57:00.000-07:00</published><updated>2009-10-22T00:09:51.412-07:00</updated><title type='text'>กินบะหมี่สำเร็จรูปอย่างไรให้ปลอดภัย</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuAEbyQ8PlI/AAAAAAAAAwA/1KCAh4C1hY4/s1600-h/untitled145.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5395317228985663058" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 250px; CURSOR: hand; HEIGHT: 271px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuAEbyQ8PlI/AAAAAAAAAwA/1KCAh4C1hY4/s400/untitled145.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"ใครไม่เคยทาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยกมือขึ้น?"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;..................ถ้าจะมีคนยกมือตอบว่า ไม่เค้ย ไม่เคย ก็สงสัยว่าจะเป็นเด็กเล็กที่ยังทานอาหารเส้นไม่เป็นซะล่ะมากกว่า โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบทุกวันนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาจจะกำลังกลายเป็น อาหารประจำวันของใครหลาย ๆ คน เชื่อหรือไม่ คนไทยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปีละกว่า 2 พันล้านซอง เฉลี่ยวันละ 8 ล้านซอง (ตุลาคม 2550) ปัญหาไม่ได้จบลงแค่นั้น ที่สำคัญก็คือคนไทยชอบกินเปล่า ๆ แบบว่า ฉีกซองเครื่องปรุง กดน้ำร้อน ปิดฝาสองนาที ซวบ ซวบ จบ นานวันเข้าก็เกิดอาการ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ขาดสารอาหาร อ้วน ความดันสูง ไตเสื่อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; (อ้วน.. แต่ขาดสารอาหาร??? มันยังไงกัน)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่ประกอบด้วยแป้งสาลี 60-70% ไขมันในเครื่องปรุง 15-20% ที่เหลือเป็นเกลือ และผงชูรส ถ้าเรารับประทาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากกว่า 1 ซองหรือ 1 ถ้วยต่อวัน เราก็จะได้โซเดียม (ก็เกลือนั้นแหละ) เกินความต้องการของร่างกายต่อวัน ไปถึง 50-100 % ซึ่งจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง&lt;/strong&gt; ประกอบกับส่วนประกอบหลักเป็นแป้ง ถ้าคุณทานแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ร่างกายก็จะได้รับแต่แป้ง ๆ ๆ สุดท้ายก็อ้วนนะสิ (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เอาข้อมูลมาจาระไนให้ฟังกันขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจะมาชวนก่อม๊อบรณรงค์ ให้เลิกกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประเด็นอยู่ตรงที่ไหน ๆ ก็หนีไม่พ้น ก็หันมาใส่ใจ เลือกซื้อให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนซื้ออ่านฉลากสักนิด ว่าเติมสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ รึเปล่า แต่ถ้าจะให้ดีควรเติมไข่ หรือเนื้อสัตว์ และผักทุกครั้งที่ทาน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;วิธีปรุงก็สำคัญไม่แพ้กัน หลาย ๆ คนยอมที่จะต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกิน ด้วยความที่จะได้เส้นที่เหนียวนุ่มน่ากินกว่า แต่ชอบที่จะใช้น้ำในการต้มน้อย ๆ (รสชาติจะได้เข้มข้น) ใส่เครื่องปรุงลงไปตั้งแต่ตอนต้มด้วย เครื่องปรุงจะได้เข้าเนื้อ (ว่าไปนั่น) แต่หารู้ไม่ว่า การต้มแบบนั้นเป็นวิธีการที่ผิดมหันต์ คุณจะได้รับโซเดียม ไปเต็ม ๆ ซึ่งขอเสียได้บอกไปแล้วตั้นแต่ตอนต้น และผงเครื่องปรุง ที่ใส่ลงไปเมื่อโดนความร้อนสูง จะแปรสภาพเป็นสารพิษ ซึ่งส่งผลเสีย ต่อการทำงานของร่างกายอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;วิธีการต้มที่ถูกต้องคือ ต้มครั้งแรกด้วยปริมาณน้ำพอสมควร จากนั้นเทน้ำจากการต้มรอบแรกทิ้งไป ใส่น้ำลงไปใหม่ ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง ใส่ไข่ เนื้อสัตว์และผัก เทใส่ชามจากนั้นจึงค่อย เทเครื่องปรุงใส่ในชาม ซึ่งถ้าจะให้ดี คุณอาจใช้เครื่องปรุงเพียงครึ่งซอง หรือน้อยกว่านั้นก็ได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรรับประทานแต่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;บะหมี่สำเร็จรูปอย่างเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพิ่มเงินอีกนิด สลับไปทานอาหารจานเดียวอย่างอื่นบ้าง อาจจะเป็น ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน อาหารไทยมีให้เลือกกินตั้งมากมาย เพื่อสุขภาพในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2377108595229339323?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2377108595229339323/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_3400.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2377108595229339323'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2377108595229339323'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_3400.html' title='กินบะหมี่สำเร็จรูปอย่างไรให้ปลอดภัย'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SuAEbyQ8PlI/AAAAAAAAAwA/1KCAh4C1hY4/s72-c/untitled145.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-5304197215036980784</id><published>2009-10-21T21:13:00.000-07:00</published><updated>2009-10-21T21:18:40.819-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสวยความงาม'/><title type='text'>ข้าวเหนียวบำรุงผิวพรรณ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/St_dCzklvtI/AAAAAAAAAvw/WVg2J420sSY/s1600-h/untitled143.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5395273918886297298" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 203px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/St_dCzklvtI/AAAAAAAAAvw/WVg2J420sSY/s320/untitled143.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;ข้าวเหนียว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นธัญพืชที่รองลงมาจากข้าวที่คนเรานิยมรับประทานกัน เพราะให้ความเหนียว ความมัน มีรสชาติที่น่ารับประทาน ความเชื่อของคนโบราณเชื่อว่า ข้าวเหนียวเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ซึ่งมีทั้งข้าวใหม่และข้าว ข้าวใหม่มี คุณสมบัติออกฤทธิ์ร้อน นิยมปลูกในนาลุ่มที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรืออาจจะปลูกในที่ดอนก็ได้ที่เรียกว่าข้าวไร่ทางภาคเหนือ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;พันธุ์ของข้าวเหนียวมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แต่ที่คนส่วนใหญ่เห็นจะมีอยู่สองสี คือ ข้าวเหนียวที่มีสีขาว และข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวที่เก็บเกี่ยวเร็วเม็ดจะแข็งกว่า ข้าวเหนียวที่เก็บเกี่ยวช้า แต่คนโบราณจะนิยมนำข้าวเหนียว ที่เก็บได้ใหม่หลังจากที่สีแล้วไปฝากกัน ซึ่งทำให้ผู้รับรู้สึกว่าเหมือนกับตัวเองได้ทำนาเองและมีความปราบปลื้มใจมาก ถึงแม้ว่าจะมันจะไม่เยอะก็ตาม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;การหุงต้มข้าวเหนียวจะทำเช่นเดียวกับข้าวสารไม่ได้ เพราะข้าวเหนียวมีความแน่นมากกว่า ในการหุงต้มจึงนำข้าวเหนียวแช่น้ำเสียก่อน ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง หากมีความต้องการที่จะใช้ในเวลารวดเร็วใช้น้ำอุ่นแช่ การนำสารส้มเพียงเล็กน้อย มาใส่ลงในข้าวเหนียวขณะที่แช่ จะช่วยให้ข้าวเหนียวขาวสะอาดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เราจะเห็นได้ว่าคนภาคอีสานส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานข้าวเหนียวกันมากกว่าข้าวเจ้า เพราะข้าวเหนียวรับประทาน แล้วจะรู้สึกอิ่มท้องมากกว่าและอยู่ได้นาน แต่การรับประทานมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการไฟธาตุพิการได้ง่าย ผู้สูงอายุไม่ควรที่จะรับประทานข้าวเหนียวให้มากเพราะจะทำให้ติดคอได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;ข้าวเหนียวสามารถแปรรูปไปเป็นอาหารอื่นได้ ส่วนใหญ่จะทำเป็นขนมมากกว่า เช่นเทศกาลตรุษจีนก็ทำขนมแข่ง เทศกาลออกพรรษาคนในสมัยก่อนก็จะทำข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มผัด ข้าวหลาม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวนึ่งกิน กับส้มตำ หรืออื่นๆ อีกมากมาย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นอกจากข้าวเหนียวจะมีประโยชน์ทางด้านอาหารแล้ว ยังมี ประโยชน์ต่อร่างกายด้วย เช่น- บำรุงร่างกาย- ช่วยขับลมในร่างกาย- สร้างสารอาหาร- เสริมสมรรถภาพกระเพาะอาหาร- ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;โดยการ นำข้าวสารแช่ให้นุ่มแล้วโดยปั่นในเครื่องปั่น ผสมกับใบตำลึงอ่อน สัดส่วน 1 ต่อ 1 นำมาพอกกับผิวหน้า ผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นช่วยลดริ้วรอยจุดด่างดำ ให้ค่อยๆ จางหายไป ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ไม่ว่าจะ เป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็มีประโยชน์กับร่างกายเหมือนกัน ถ้าเรารู้จักถึงคุณค่าและรู้จักที่จะนำไปแปรรูปให้เกิดประโยชน์ต่อไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : teenee.com&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-5304197215036980784?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/5304197215036980784/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/5304197215036980784'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/5304197215036980784'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_21.html' title='ข้าวเหนียวบำรุงผิวพรรณ'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/St_dCzklvtI/AAAAAAAAAvw/WVg2J420sSY/s72-c/untitled143.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7099660307752135722</id><published>2009-10-10T19:47:00.000-07:00</published><updated>2009-10-10T19:54:48.192-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><title type='text'>"โซเดียม" อันตรายที่ซ่อนอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/StFI1kAh5vI/AAAAAAAAAvA/rlHbjTwcFeM/s1600-h/mama.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5391170313975359218" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 113px; CURSOR: hand; HEIGHT: 118px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/StFI1kAh5vI/AAAAAAAAAvA/rlHbjTwcFeM/s400/mama.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ อะไรๆ ก็แพง นะ อาหารที่สะดวกซื้อและราคาถูกที่สุด ณ ตอนนี้ คงหนี้ไม่พ้น .....คุณบะหมี่....ใช่มั๊ย...แต่บะหมี่ในที่นี้.....มิใช่ดารา...แต่มันคืออาหารที่คนนิยมกันไม่ว่าชาติไหนๆๆๆ ก็ดี....สะดวกทุกที่ ....ทุกเวลา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1 ในข่าวใหญ่มีข่าวกรณี "มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค" เผยแพร่ผลการสำรวจปริมาณ "โซเดียม" อันตรายที่ซ่อนอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งพบว่า บะหมี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสมากกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;จุดเด่น ของบะหมี่สำเร็จรูปนั้นเป็นอาหารปรุงกินง่าย ราคาถูก แต่ข้อเสียสำคัญ คือไม่มีสารอาหาร ทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพถ้าบริโภคมากไป&lt;/strong&gt; ความห่วงใยว่าบะหมี่สำเร็จรูปจะเป็นภัยเงียบไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมๆ กับยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปที่พุ่งสูงถึง 6,500 ล้านซอง/ถ้วยต่อปี&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ร่างกายไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการกินบะหมี่สำเร็จรูป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สมาคมผู้บริโภคออสเตรเลีย(เอซีเอ) สำรวจพบว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;บะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองมี "ไขมัน" มากพอๆ กับ "อาหารขยะ" จำพวกมันฝรั่งทอด จำนวน 1 ห่อเล็ก หรือเท่ากับพิซซ่า 1 ชิ้นเล็ก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;รวมทั้งมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าอาหารขยะอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเด็ก ที่สำคัญ "น้ำมัน" ทอดบะหมี่สำเร็จรูปมักเป็นน้ำมันพืชราคาถูก ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตัวเป็น "กรดไขมันชนิดทรานส์" ที่เป็น 1 ในปัจจุบันกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตามความเห็นของเอซีเอ ร่างกายจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการกินบะหมี่สำเร็จรูป สิ่งที่ได้คืออาหารไร้โปรตีน เต็มไปด้วยไขมัน แป้งคาร์โบไฮเดรต สารเคมี ผงชูรส และโซเดียม ในปี 2548 คาดว่า คนไทยบริโภคบะหมี่สำเร็จรูปบรรจุซอง 60 กรัม มากมโหฬารถึง 2,000 ล้านซอง คิดเป็นเงิน 9,500 ล้านบาท ภัยเงียบสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่ในบะหมี่เหล่านี้ก็คือ "โซเดียม" ในซองเครื่องปรุงรส&lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/751/751/images/instantnoodle.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://www.oknation.net/blog/print.php%3Fid%3D40081&amp;amp;h=386&amp;amp;w=300&amp;amp;sz=43&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=3&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=C76GwxkybbD4_M:&amp;amp;tbnh=123&amp;amp;tbnw=96&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26ndsp%3D20%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.ato.moph.go.th/districHO/pamok2/images/news/news_2007-11-14_220059.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://www.ato.moph.go.th/districHO/pamok2/%3Fact%3Dread%26id%3D135%26hit%3D1&amp;amp;h=266&amp;amp;w=400&amp;amp;sz=41&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=4&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=m2CLd8-FRKKaMM:&amp;amp;tbnh=82&amp;amp;tbnw=124&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26ndsp%3D20%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บะหมี่ร้าย เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และทำให้ไตทำงานหนัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตามข้อแนะนำของบัญชีสารอาหารกำหนดว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คนไทยควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แต่ขณะนี้คนไทยบริโภคล้ำหน้าตัวเลขดังกล่าวไปแล้ว โซเดียมในบะหมี่สำเร็จรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบะหมี่สำเร็จรูปแบบซอง "บิ๊กแพ็ก" จะยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และทำให้ไตทำงานหนัก เว็บไซต์ข่าวการแพทย์ WebMD ของสหรัฐรายงานว่า สเตฟานี่ บรู๊กส์ นักโภชนาการในซานฟรานซิสโกเตือนว่า คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ป่วยด้วยโรคหัวใจ กินยาขับปัสสาวะ และยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิดไม่ควรรับประทานบะหมี่สำเร็จรูปโดยเด็ดขาด เพราะมีโซเดียมกับผงชูรสสูง &lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.ai-jung.com/Picture/Ai-jung_cook006_clip_image00190.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://www.ai-jung.com/cook013.html&amp;amp;h=318&amp;amp;w=304&amp;amp;sz=20&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=1&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=ZkbBKzquDQORwM:&amp;amp;tbnh=118&amp;amp;tbnw=113&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://variety.teenee.com/foodforbrain/img3/19857.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://blog.eduzones.com/yukiokung/1268&amp;amp;h=378&amp;amp;w=400&amp;amp;sz=46&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=2&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=VMn5PQpAfZPbJM:&amp;amp;tbnh=117&amp;amp;tbnw=124&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;บะหมี่สำเร็จรูปใส่สี ใส่สารทำให้กรอบ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเหตุที่ไม่ค่อยเกิดกรณีกินบะหมี่สำเร็จรูปมากๆ แล้วป่วย เป็นเพราะผู้บริโภคสินค้าชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็ก วัยรุ่น คนหนุ่มสาว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งร่างกายยังแข็งแรง ข้อสงสัยอีกประการเกี่ยวกับพิษภัยของบะหมี่สำเร็จรูปที่แพทย์เตือนไว้ก็คือ &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#330099;"&gt;การที่บะหมี่สำเร็จรูปใส่สี ใส่สารทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมากๆ รวมทั้งถูกทอดในน้ำมันซึ่งผ่านการทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง อาจจะทำให้เกิดการสะสมของ "คาร์บอน" ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ในสินค้าประเภทนี้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น บะหมี่สำเร็จรูปยังใส่ "ผงชูรส" ซึ่งเป็นสารเพิ่มรสชาติมากเกินไป ในกรณีของผู้ที่แพ้ผงชูรสเมื่อรับประทานเข้าไป อาจเกิดอาการเหนื่อยอ่อน ปวดหัว หรือมีไข้ด้วยสภาพเศรษฐกิจบวกกับอุปนิสัยเคยชินกับการบริโภคบะหมี่สำเร็จรูปย่อมทำให้การละเลิกรับประทานสินค้าชนิดนี้เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าคิดจะรับประทานก็ควรใช้วิธีต่อไปนี้เพื่อลด "โทษ" ที่ซุกซ่อนอยู่ในบะหมี่สำเร็จรูป เช่น ควรต้มให้สุก อย่ากินเปล่าๆ โดยไม่เติมน้ำ เพราะบะหมี่จะเข้าไปพองในกระเพาะอาจทำให้เกิดอาการจุกแน่นได้นอกจากนี้ ควรใส่ไข่และผักลงไปด้วยทุกครั้งเพื่อเพิ่มโปรตีนกับวิตามิน รวมทั้งเมื่อต้มเสร็จแล้วให้เทน้ำซุปออกสักครึ่งหนึ่งเพื่อลดปริมาณสารเคมีไม่พึ่งประสงค์ในน้ำซุป&lt;br /&gt;&lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://i120.photobucket.com/albums/o162/eskimo_bkk/eskimo5.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php%3Ftopic%3D5530.msg35159&amp;amp;h=400&amp;amp;w=353&amp;amp;sz=32&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=46&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=IOtVf9mj12t6XM:&amp;amp;tbnh=124&amp;amp;tbnw=109&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26start%3D40%26ndsp%3D20%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.mediathai.net/module/newsdesk/images/board_images/28868_18510.jpg&amp;amp;imgrefurl=http://www.mediathai.net/module/newsdesk/newsdesk_subcat.php%3Fboard_id%3D28868&amp;amp;h=330&amp;amp;w=250&amp;amp;sz=23&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=62&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=92nkWCTYwmf0jM:&amp;amp;tbnh=119&amp;amp;tbnw=90&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26start%3D60%26ndsp%3D20%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.thaihed.com/dbweb/gallery_images/nood33_gif.gif&amp;amp;imgrefurl=http://www.hed.go.th/indexpage/h_update/show.aspx%3Fid%3D380&amp;amp;h=80&amp;amp;w=85&amp;amp;sz=63&amp;amp;hl=th&amp;amp;start=249&amp;amp;um=1&amp;amp;tbnid=-dkkxv3NCKopeM:&amp;amp;tbnh=72&amp;amp;tbnw=76&amp;amp;prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259B%26start%3D240%26ndsp%3D20%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;*** รู้เช่นนี้แล้ว...ยังสนใจที่ทาน บะหมี่กันอีกเปล่าค่ะ....***&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ที่มา : &lt;a href="http://share.psu.ac.th/blog/nui2/7898"&gt;http://share.psu.ac.th/blog/nui2/7898&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7099660307752135722?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7099660307752135722/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7099660307752135722'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7099660307752135722'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_10.html' title='&quot;โซเดียม&quot; อันตรายที่ซ่อนอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป&quot;'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/StFI1kAh5vI/AAAAAAAAAvA/rlHbjTwcFeM/s72-c/mama.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4287412563741586995</id><published>2009-10-05T23:15:00.000-07:00</published><updated>2009-10-06T00:55:12.215-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>อุณหภูมิในห้องทำงาน</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Ssr3naNCS1I/AAAAAAAAAuo/zKTtPAygaRs/s1600-h/untitled140.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389392160523176786" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Ssr3naNCS1I/AAAAAAAAAuo/zKTtPAygaRs/s320/untitled140.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เคยสงสัยไหมว่าในขณะที่เรานั่งหนาวเหน็บจนอยากจะลุกไปปรับแอร์ แต่เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะข้างๆ กลับไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็นแบบที่เราเป็นเลยสักนิด Live &amp;amp; Learnเหตุที่แต่ละคนสามารถทนความหนาวได้แตกต่างกันก็เพราะมีพื้นฐานภายในร่างกายไม่เหมือนกัน ดังนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;น้ำหนักตัวมีส่วน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนที่มีน้ำหนักตัวและไขมันมากกว่า จะมีไขมันเป็นเสมือนฉนวนกันความหนาวมากกว่าสาวที่ผอมบาง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หญิงหรือชายสำคัญไฉน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะขี้หนาวมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์แตกต่างกัน และความได้เปรียบของมวลกล้ามเนื้อของผู้ชายที่มีมากกว่า (1 ใน 3 ของพลังงานที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายมาจากกล้ามเนื้อ) ทำให้หนุ่มๆ ออฟฟิศไม่ค่อยสะทกสะท้านกับความเย็นเหมือนสาวๆ สักเท่าไร แต่ถ้าสาวๆ คนไหนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วก็จะช่วยให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น สามารถปรับตัวรับอุณหภูมิในห้องแอร์ได้ดีกว่าเช่นกัน แต่ในช่วงวันก่อนมีประจำเดือน อุณหภูมิในร่างกายของสาวๆ จะไม่คงที่และอาจทำให้เกิดอาการขี้หนาวมากกว่าปกติ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อายุต่างก็หนาวต่างกัน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปัจจัยของช่วงอายุที่แตกต่างกัน ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายของแต่ละคนต่างกันไปโดยปริยาย คนในวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจมีอาการร้อนๆ หนาวๆ เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด ทำให้รู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ควรกินอาหารให้ครบทุกมื้อเพื่อที่ร่างกายจะได้มีพลังงานต่อสู้กับอากาศเย็นและควรเพิ่มรายการของโปรตีน แมกนีเซียม (ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผักโขม ผักตังกุย กล้วย) ที่ช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด โพแทสเซียม (องุ่น ผักสด เมล็ดธัญพืชและผลไม้แห้ง) ช่วยในการทำงานของระบบประสาท นอกจากนี้ใบโหระพาสด วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก ก็ช่วยเพิ่มเกล็ดเลือดให้แก่ร่างกาย ซึ่งถ้าร่างกายมีเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น แรงต้านกับอากาศหนาวก็จะเพิ่มขึ้นด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติ การกินพืชผักใบเขียวและอาหารประเภทถั่วเหลืองก็ได้ผลดีเหมือนกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ยิ่งเครียดยิ่งหนาว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เชื่อหรือไม่ว่า ความเครียดเป็นบ่อเกิดที่ทำให้คุณกลายเป็นคนขี้หนาวได้ สาเหตุก็เพราะระหว่างที่เครียดจัดๆ นั้น ร่างกายของคนเราจะลดประสิทธิภาพในการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัวเรื่องการออกกำลังกายและการกินอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผล (แต่ได้ผลและมีประโยชน์ในระยะยาว) แต่สำหรับคนที่อยากตัวอุ่นขึ้นมาทันใจ เพราะทนไม่ไหวกับความเย็นจากแอร์ในห้องที่คอยบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงานต้องฟังทางออกง่ายๆ แต่เห็นผลทันใจดังนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เลือกน้ำอุ่นและจิบชา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สำรวจตัวเองเสียหน่อยว่าติดการดื่มน้ำเย็นหรือเปล่า ถ้าใช่ ควรฝึกนิสัยในการดื่มน้ำอุ่นๆ (ถ้าไม่ชิน เริ่มฝึกจากน้ำอุณหภูมิธรรมดา) เมื่อต้องทำงานในห้องที่มีอากาศเย็น หรือการจิบชาเปปเปอร์มินต์ ลาเวนเดอร์ ที่มีกลิ่นอโรมาช่วยในเรื่องการผ่อนคลายความเครียด รวมถึงน้ำขิง น้ำตะไคร้อุ่นๆ ที่มีสรรพคุณช่วยให้เลือดไปหล่อเลี้ยงที่ผิวหนังได้มากขึ้นเพราะนอกจากจะช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อุ่นขึ้นแล้ว การถือแก้วน้ำอุ่นอยู่ในมือสักพักหนึ่งยังช่วยให้นิ้วและฝ่ามือคลายหนาวได้อย่างน่าพอใจด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ศาสตราจารย์อลัน เฮดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้ทำการทดลองเรื่องอุณหภูมิของห้องที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนในออฟฟิศว่าในอุณหภูมิประมาณ 28 องศาเซลเซียส พนักงานสามารถพิมพ์งานได้ประสิทธิภาพดี เร็ว และผิดน้อยกว่าพนักงานที่นั่งทำงานในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียสถึงสองเท่า และการศึกษาได้ข้อสรุปออกมาอีกว่า อุณหภูมิระหว่าง 22 - 26 องศา เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดทั้งกับร่างกายของผู้หญิงและผู้ชาย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อย่างนี้ต้องเท้าอุ่นไว้ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ศาสตราจารย์อลัน เฮดจ์ ยังบอกอีกว่า "เชื่อหรือไม่ว่าบริเวณข้อเท้าเป็นส่วนที่ไวต่อความเย็นมากที่สุดที่หนึ่งในร่างกาย เพราะฉะนั้นสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าแบบเปลือยมาทำงานควรสวมถุงเท้าเพื่อกันความเย็นไว้ก็จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้ ส่วนการเดินหรือขยับเขยื้อนร่างกายบ้างระหว่างทำงานถือเป็นการวอร์มอัพร่างกายไปในตัว ช่วยสร้างความอบอุ่นได้อีกทางหนึ่ง" &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา: ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในสกู๊ป CAREER FOCUS&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4287412563741586995?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4287412563741586995/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_05.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4287412563741586995'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4287412563741586995'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post_05.html' title='อุณหภูมิในห้องทำงาน'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Ssr3naNCS1I/AAAAAAAAAuo/zKTtPAygaRs/s72-c/untitled140.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7863462886012054595</id><published>2009-10-05T17:27:00.000-07:00</published><updated>2009-10-05T17:47:17.488-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระเพาะปัสสาวะอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><title type='text'>กระเพาะปัสสาวะอักเสบ</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;โรคที่ผู้หญิงเป็นกันมาก(กระเพาะปัสสาวะอักเสบ)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title="พิมพ์" onclick="window.open('http://www.the-arokaya.com/web/index2.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=23&amp;amp;pop=1&amp;amp;page=0&amp;amp;Itemid=9','win2','status=no,toolbar=no,scrollbars=yes,titlebar=no,menubar=no,resizable=yes,width=640,height=480,directories=no,location=no'); return false;" href="http://www.the-arokaya.com/web/index2.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=23&amp;amp;pop=1&amp;amp;page=0&amp;amp;Itemid=9" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;โรคของผู้หญิง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หมายความว่า ผู้หญิงเป็นกันมาก มักจะเกิดกับผู้หญิงทำงาน หรือนักศึกษา คนที่ต้องอยู่ในสายตาของผู้อื่น เป็นเพราะไม่เกิดกับตัวเอง ยังไม่สนใจ พอเป็นแล้วต้องปวดทรมานมาก โรคที่ว่านี้คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พอปวดปัสสาวะแล้วไม่ได้ถ่าย ทนรอจนกว่าจะได้กลับบ้าน หรือหมดเวลาทำงาน หรือเวลาเรียน ไม่กล้าลุกออกไปในขณะที่เข้าประชุม ติดต่อกับลูกค้า กำลังเดินทาง หรืออยู่ในห้องเรียนผู้หญิงขี้อาย ขี้เกรงใจ ไม่กล้าลุกออกจากห้องเรียน หรือที่ประชุม ทนปวดปัสสาวะจนหมดเวลาเรียน หรือจนเลิกประชุม บางทีกำลังอยู่บนรถ รถติดค้างอยู่ในรถนาน ปวดท้องปัสสาวะมาก แทนที่จะลุกออกไปเข้าห้องน้ำ กลับแก้ปัญหาด้วยการไม่ดื่มน้ำ เกิดปัญหาซ้ำซ้อนมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;อาการแสดงว่า กระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;ปวดปัสสาวะมาก เมื่อถ่ายจะปวดมาก ปวดอยู่ตลอดเวลา ได้ถ่ายแล้ว&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsqTfhJwa7I/AAAAAAAAAuQ/wKq7e9hTTFs/s1600-h/untitled137.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389282073786739634" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 199px; CURSOR: hand; HEIGHT: 250px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsqTfhJwa7I/AAAAAAAAAuQ/wKq7e9hTTFs/s320/untitled137.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ยังไม่หายปวด ต้องเข้าห้องน้ำตลอดเวลา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; บางทีไม่ลุกออกจากโถเลย นั่งอยู่อย่างนั้น ถ่ายบ่อยมากจนมีหยดเลือดออกมา ถ้าเป็นระยะจวนเวลามีประจำเดือน จะไม่แน่ใจว่าเป็นเลือดประจำเดือน หรือเลือดจากทางเดินปัสสาวะการปวดมากๆ แต่ไม่ได้ดื่มน้ำ ไม่มีน้ำปัสสาวะให้กลั่นออก จึงมีเลือดออกมาก จะต้องไปหาแพทย์กินยาและดื่มน้ำมากๆ เมื่อดื่มน้ำมากให้มีปัสสาวะ เลือดจะหยุดไปเอง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การดื่มน้ำมากๆ จึงทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใสยิ่งถ่ายปัสสาวะบ่อย ยิ่งต้องดื่มน้ำมากๆ มีขวดน้ำติดตัวเมื่อจะออกจากบ้าน ต้องรักษาสุขภาพไว้ก่อนไม่ต้องอายในเรื่องไม่ควรอาย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ผู้หญิงเกือบทุกคนเคยกระเพาะปัสสาวะอักเสบน่าจะหมดสมัยผู้หญิงขี้อายได้แล้ว ถ้าจะทำงานได้ดี จะต้องมีสุขภาพดี ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือไม่สบายที่ไหนเลยการปวดท้องปัสสาวะตลอดเวลา เป็นอาการที่ทรมานมาก ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วไตจะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ การอดน้ำ หรือดื่มน้ำน้อย จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม เมื่อมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่ในร่างกาย ไตจะไม่อาจกรองออกได้หมด เมื่อเกิดอักเสบที่ส่วนใดในร่างกายก็ตาม จะต้องดื่มน้ำให้มาก จึงจะขับของเสียออกจากร่างกายได้มากและเร็ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ที่มา : คม ชัด ลึก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7863462886012054595?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7863462886012054595/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7863462886012054595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7863462886012054595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='กระเพาะปัสสาวะอักเสบ'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsqTfhJwa7I/AAAAAAAAAuQ/wKq7e9hTTFs/s72-c/untitled137.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-3159282020751716336</id><published>2009-09-29T21:19:00.000-07:00</published><updated>2009-09-29T21:24:21.152-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็ดลับการนอน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>ใช้หนี้การนอน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLdN0CCFsI/AAAAAAAAAtg/Q1mRm4FUzE8/s1600-h/untitled133.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5387111333663741634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 288px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLdN0CCFsI/AAAAAAAAAtg/Q1mRm4FUzE8/s320/untitled133.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLcvEyxm9I/AAAAAAAAAtY/pyaU56uNud0/s1600-h/untitled133.bmp"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คุณสามารถเรียกชั่วโมงการนอนหลับที่สูญไปกลับคืนมาได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถ้าคุณต้องร่วมงานเลี้ยงหรือทำกิจกรรมติดต่อกันหลายคืน คุณคงต้องสูญเสียการนอนหลับอย่างเพียงพอซึ่งควรกินเวลานานคืนละเจ็ดหรือแปดชั่วโมงไปอย่างน้อยสองหรือสามคืน แล้วปัญหาจะตามมา กล่าวคือ การอดนอนสองถึงสามคืนติดต่อกันจะทำให้เป็นหนี้การนอน เราจะรู้สึกอ่อนล้า หงุดหงิด และเหม่อลอย&lt;br /&gt;แต่ยังดีที่คุณสามารถใช้หนี้การนอนได้ ก่อนอื่น &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องอดนอนสักสองสามคืน ให้พยายามนอนนานขึ้นหนึ่งชั่วโมงทุกคืนเพื่อสะสมชั่วโมงการนอนไว้ เ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;มื่อกิจกรรมที่ทำ ให้คุณต้องอดนอนสิ้นสุดลงก็ให้นอนชดเชยอีก โดยคุณต้องเข้านอนเร็วขึ้นติดต่อกันสักสองสามคืน แล้ว&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;หลังจากนั้นต้องนอนให้ได้คืนละสักเจ็ดหรือแปดชั่วโมงเป็นอย่างน้อย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.readersdigest.co.th/"&gt;http://www.readersdigest.co.th&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-3159282020751716336?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/3159282020751716336/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_4722.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/3159282020751716336'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/3159282020751716336'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_4722.html' title='ใช้หนี้การนอน'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLdN0CCFsI/AAAAAAAAAtg/Q1mRm4FUzE8/s72-c/untitled133.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-772996126299646256</id><published>2009-09-29T20:50:00.000-07:00</published><updated>2009-09-29T20:58:12.013-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูแลฟัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>ขัดฟันให้ถูกวิธี</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLXQWorFrI/AAAAAAAAAtQ/TVTgqhpiN0U/s1600-h/untitled132.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5387104780242589362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLXQWorFrI/AAAAAAAAAtQ/TVTgqhpiN0U/s320/untitled132.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จากคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม การรูดไหมขัดฟันไปตามแนวเหงือกเป็นการปฏิบัติที่ไร้ประโยชน์ การขัดจนเจ็บแบบให้วาวราวกับขัดรองเท้ามักทำให้เหงือกเลือดออกจนคนไม่อยากใช้ไหมขัดฟัน และที่ต่างจากความเชื่อของคนทั่วไปคือ ไม่ว่าจะขัดซอกฟันก่อนหรือหลังแปรงฟัน ผลที่ได้แทบไม่ต่างกัน เพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ควรขัดฟันวันละครั้งแล้วบ้วนปากตาม จะช่วยขจัดเศษที่ติดค้างให้หลุดออกไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ลองปฏิบัติตามคำแนะนำห้าขั้นตอนง่ายๆ และใช้ไหมขัดฟันเพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;1. ดึงไหมขัดฟันออกมา 30 เซนติเมตร โดยพันรอบนิ้วกลางของมือข้างหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. พันไหมส่วนที่เหลือรอบนิ้วกลางของมืออีกข้าง เว้นไว้เฉพาะส่วนที่ต้องการใช้ขัด โดยใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับไหม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. ขึงเส้นไหมให้ตึงระหว่างซอกฟันและแนวเหงือกอย่างนุ่มนวล อย่ากระแทกลงไปที่เหงือก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. งอไหมโค้งเป็นรูปตัวซี ระหว่างซี่ฟันกับเหงือก แล้วค่อยๆขัดขึ้นลง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. ทำซ้ำไปตามซี่ฟันที่อยู่ถัดไปจนครบ รวมทั้งขัดด้านหลังของฟันซี่ในสุดด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.readersdigest.co.th/"&gt;http://www.readersdigest.co.th/&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-772996126299646256?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/772996126299646256/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/772996126299646256'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/772996126299646256'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_29.html' title='ขัดฟันให้ถูกวิธี'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SsLXQWorFrI/AAAAAAAAAtQ/TVTgqhpiN0U/s72-c/untitled132.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4743805968812681682</id><published>2009-09-23T06:30:00.000-07:00</published><updated>2009-09-23T06:50:26.224-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไตเสื่อม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>ภาวะไตเสื่อม</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SronG1G7T0I/AAAAAAAAAtI/kmyLLVVNQ24/s1600-h/urinary002.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5384659302763679554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 167px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SronG1G7T0I/AAAAAAAAAtI/kmyLLVVNQ24/s320/urinary002.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;ไตกำลังจะเสื่อม !&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน&lt;strong&gt;GM หรือ ผจก. ของร่างกาย&lt;/strong&gt; คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#330099;"&gt;อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควร ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่ ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;การแก้ไข&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้) การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;2. ปรับอาหาร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย(เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำ ข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก) จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ&lt;br /&gt;อาการไตเสื่อมจะเกิดใน2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;- นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;- อสุจิเคลื่อนตอนนอน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;- เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;โดยมีสาเหตุมาจาก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;3. การนั่งทำงานหรือ นั่งรถนาน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ส่วน&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- เฉื่อยชา เกียจคร้าน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- ความต้องการทางเพศต่ำลง &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- ปวดเมื่อหลัง เอว &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- อารมณ์อ่อนไหวง่าย &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- ขี้หูมาก &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- เหงื่อออกเยอะผิดปกติ ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก) &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)&lt;br /&gt;การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;- นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลาตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับ ทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ ( หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี " ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม&lt;br /&gt;อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1. ข้าวกล้อง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. สาหร่ายทะเล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;4. เต้าเจี้ยว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หลีกเลี่ยง การใช้ชีวิต ดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. การใส่รองเท้าส้นสูง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ(เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. พยายามอย่านั่งหลังงอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : fwd&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4743805968812681682?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4743805968812681682/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4743805968812681682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4743805968812681682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_23.html' title='ภาวะไตเสื่อม'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SronG1G7T0I/AAAAAAAAAtI/kmyLLVVNQ24/s72-c/urinary002.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-8039208543137476830</id><published>2009-09-17T01:32:00.000-07:00</published><updated>2009-09-17T02:15:01.542-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารลดโลกร้อน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><title type='text'>อาหาร "แพงที่สุดในโลก"</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4otD4atI/AAAAAAAAAsI/P7--ov5EPAQ/s1600-h/untitled113.bmp"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;1. เครื่องเทศแพงที่สุดในโลก - แซฟฟรอน &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382353343736738466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 318px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH12WUQcqI/AAAAAAAAAqg/YUTBC1f8wgA/s320/untitled111.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;แซฟฟรอน เป็นเครื่องเทศที่ได้มาจากเกสรตัวเมีย (สีแดงอมส้ม) ของดอกแซฟฟรอน โครคัส ซึ่งแต่ละดอกจะมีเพียง 3 เกสรเท่านั้น&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ การที่จะผลิตแซฟฟรอนแห้งให้ได้น้ำหนักเพียง 1 ปอนด์ (0.45 ก..ก.) จะต้องใช้ดอกแซฟฟรอน โครคัส มากถึง 50,000-75,000 ดอก หรือปริมาณมากเท่ากับ 1 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382353975537131874" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 230px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH2bH9NYWI/AAAAAAAAAqo/Abb-dfJjIUs/s320/untitled112.bmp" border="0" /&gt;ดอกโครคัส พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ประเทศสเปน กรีซ อิหร่าน อินเดีย โมร็อกโก เป็นต้น แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องเทศแซฟฟรอนได้มากที่สุดในโลกก็คือ อิหร่าน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ประเทศที่นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้แก่ อิหร่าน และประเทศอาหรับอื่นๆ รวมถึงประเทศ ในแถบเอเชียกลาง อินเดีย ตุรกี ยุโรป ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;ราคาขายส่งและขายปลีกของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ที่ระหว่าง 500-5,000 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งปอนด์&lt;br /&gt;(ราว 17,000-170,000 บาท/0.45 ก.ก) หรือ 1,100-11,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 37,400 - 374,000 บาท/ก.ก.)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2. ถั่วแพงที่สุดในโลก - แมคคาเดเมีย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382354203181970962" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 223px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH2oX_99hI/AAAAAAAAAqw/hgr9KsgBFa4/s320/untitled113.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ถั่วที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือ ถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วชนิดนี้จะให้ผลผลิตต่อเมื่อมีอายุตั้งแต่ 7-10 ปีขึ้นไป ซึ่งการปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้นจะต้องหมั่นคอยดูแลใส่ปุ๋ย และปลูกในที่ๆ มีฝนตกชุก ถั่วชนิดนี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน โดยมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียมากถึง 7 สายพันธุ์ ที่นิว คาเลโดเนีย 1 สายพันธุ์ และ ที่เมืองสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย อีก 1 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีความสำคัญ และมีมูลค่าในเชิงการค้ามากที่สุดมีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ Macadamia integrifolia และ Macadamia tetraphylla&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ และควีนสแลนด์ ของประเทศออสเตรเลียไร่แมคคาเดเมียที่ปลูกขึ้นเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ ของประเทศออสเตรเลีย อีก 2 ปีต่อมาได้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์แมคคาเดเมียจากออสเตรเลียไปทดลองปลูกที่ฮาวาย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) เป็นต้นมาจึงเริ่มมีการปลูกแมคคาเดเมียในเชิงการค้าที่ฮาวาย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;นอกจาก ออสเตรเลีย และฮาวายแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ปลูกแมคคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจอีก ได้แก่แอฟริกาใต้ บราซิล สหรัฐอเมริกา (แคลิฟอร์เนีย) คอสตา ริก้า อิสราเอล เคนย่า โบลิเวีย นิวซีแลนด์ และมาลาวี โดยมีออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับราคาขายของถั่วชนิดนี้จะอยู่ที่มากกว่า 30 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (มากกว่า 1 พันบาท/ก.ก.) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;3. ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก - เบลูก้า คาเวียร์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382356272955991986" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 78px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4g2gjJ7I/AAAAAAAAAsA/dS3NLDfZLPU/s320/untitled114.bmp" border="0" /&gt;ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก ไม่ได้มีสีดำอย่างที่หลายท่านคุ้นเคย แต่เป็นชนิดที่มีสีเทาอ่อนๆ ไล่ลงมาจนเกือบขาวตามอายุของปลา ยิ่งปลาอายุมากไข่ก็จะมีสีอ่อนลง และมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ไข่ปลาคาเวียร์อัลมาส (ภาษาเปอร์เซี่ยนแปลว่า "เพชร") ที่ได้มาจากปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" อายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป&lt;br /&gt;ถือเป็นไข่ปลาคาเวียร์ที่หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุด โดยมีราคาสูงถึงเกือบ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ประมาณ 850,000 บาท/ก.ก.) ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของเบลูก้า คาเวียร์ โดยทั่วไปในปัจจุบันจะอยู่ที่ 7,000 - 10,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 2.38 -3.4 แสนบาท/ก.ก.)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป อันเป็นพรมแดน ของประเทศรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน เติร์กเมนิสถาน และประเทศคาซัคสถาน บางครั้งอาจพบปลาดังกล่าวอาศัยอยู่ในแถบทะเลดำ นานๆ ครั้งจึงโผล่ให้เห็นในทะเลอาเดรียติก ปลาชนิดนี้จะถือว่าโตเต็มที่พร้อมให้ผลผลิต (ไข่) เมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป &lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;4. เห็ดแพงที่สุดในโลก - ทรัฟเฟิลขาว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382356165609507042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 202px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4amnJyOI/AAAAAAAAAr4/w-0q4U3kbNo/s320/untitled115.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เห็ดที่มีราคาแพงที่สุดในโลกคือ เห็ดทรัฟเฟิลขาว ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบ Langhe แห่งแคว้นปีเอมอนเต ทางตอนเหนือของ ประเทศอิตาลี ในอดีตคนเก็บเห็ดทรัฟเฟิลจะใช้หมูช่วยดมกลิ่นค้นหา แต่ระยะหลังๆ มักนิยมใช้สุนัขมากกว่า เพราะสุนัขจะไม่กินเห็ดเหมือนหมูเห็ดชนิดนี้มีราคาขายสูงถึง 1,700 - 3,800 ยูโร ต่อ 1 ก.ก. (ราว 82,000 - 183,502 บาท/ก.ก) &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เห็ดทรัฟเฟิลสีขาว น้ำหนัก 1.08 กก. จากอิตาลี ถูกนายสแตนลีย์ โฮ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า&lt;br /&gt;ประมูลไปในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 ล้านบาท แต่สถิติเห็ดทรัฟเฟิลขาวราคาสูงสุดที่มีการบันทึกไว้ คือ&lt;br /&gt;330,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 11 ล้านบาท ซึ่งนายสแตนลีย์ โฮ เจ้าเก่า เป็นผู้ชนะประมูลเมื่อปี ค.ศ. 2007 &lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;5. มันฝรั่งแพงที่สุดในโลก - La Bonnotte&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382356038407173586" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 201px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4TMvwNdI/AAAAAAAAArw/iZ7kz4efpeI/s320/untitled116.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;มันฝรั่งราคาแพงที่สุดในโลก คือ “La Bonnotte” ปลูกได้เฉพาะบนเกาะนีวร์มูทีเยของประเทศ ฝรั่งเศสเท่านั้น แถมปีหนึ่งๆ ยังเก็บเกี่ยวได้เพียง 10 วัน ทั้งยังบอบบางมากเสียจนต้องใช้มือถอน และให้ผลผลิตเพียงปีละ 20,000 ก.ก. ด้วยเหตุนี้ มันฝรั่งที่ว่าจึงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 2.3 หมื่นบาทเลยทีเดียว &lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;6. เนื้อแพงที่สุดในโลก - เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355902763724034" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 205px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4LTb1bQI/AAAAAAAAAro/UAvJkzL9vCE/s320/untitled117.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อแพงที่สุดในโลก คือ เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น วัววากิวถือเป็นวัวพื้นเมืองที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน&lt;br /&gt;ชาวญี่ปุ่นจะเลี้ยงดูวัวเหล่านี้อย่างดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการให้หญ้าพันธุ์ดี ธัญพีช ฟาร์มบางแห่งถึงขนาดมีการนวดผ่อนคลาย&lt;br /&gt;กล้ามเนื้อให้วัว หรือไม่ก็ผสมสาเก หรือเบียร์ ลงไปในอาหาร &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355775003802802" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH4D3ffvLI/AAAAAAAAArg/x3NflJobZFw/s320/untitled118.bmp" border="0" /&gt;เนื้อวัวหลายชนิดที่คนรักเนื้อในบ้านเรารู้จักกันดีอย่างเช่น เนื้อโกเบ และมัตสึซากะ ฯลฯ ก็มาจากวัววากิวเช่นกัน แต่สาเหตุที่ เรียกชื่อต่างกันเป็นเพราะว่าเลี้ยงกันคนละเมือง (เนื้อโกเบ มาจากฟาร์มในเมืองโกเบ ส่วนเนื้อมัตสึซากะมาจากฟาร์มในเมืองมัตสึซากะ เป็นต้น)เนื้อจากวัววากิวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และไขมันต่ำ รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น ราวกับละลายในปาก จึงมีราคาสูงมาก - ที่ยุโรป&lt;br /&gt;เนื้อจากวัววากิวน้ำหนักประมาณ 200 กรัม มีราคาขายสูงกว่า 34,000 บาท &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;7. แซนด์วิชแพงที่สุดในโลก - คลับแซนด์วิช "von Essen Platinum"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355639387557826" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH37-SED8I/AAAAAAAAArY/23VU6IzhHmE/s320/untitled119.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือโฉมหน้าแซนด์วิช "แพงที่สุดในโลก" ฝีมือนายเจมส์ พาร์คินสัน หัวหน้าเชฟของโรงแรมหรู "von Essen" ในเมืองเบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ หลังจากสังเกตุส่วนผสมของแซนด์วิชในโรงแรมหรูห้าดาวทั่วโลกที่เขาได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน เขาจึงคิดรวบรวมส่วนผสมที่ดีที่สุดของแซนด์วิชในแต่ละโรงแรมมาไว้ในอันเดียวกันด้วยเหตุนี้ “von Essen Platinum Club Sandwich” ของเขาจึงกลายเป็นคลับแซนด์วิชแพงที่สุดในโลก ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ประกอบด้วยส่วนผสมหลักคือ เนื้อไก่อย่างดี (พันธุ์ poulet de Bresse ของฝรั่งเศส) แฮม Iberian ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแฮมหายาก&lt;br /&gt;คุณภาพเยี่ยมจากประเทศสเปน เห็ดทรัฟเฟิลขาวและมะเขือเทศจากประเทศอิตาลี ไข่นกกระทาต้มสุก และขนมปังที่ผลิตจาก&lt;br /&gt;แป้งชนิดพิเศษ แซนด์วิช "von Essen Platinum" ของเชฟพาร์คินสัน จำหน่ายในราคาอันละ 100 ปอนด์ หรือกว่า 5.5 พันบาท ถ้าใครอยากลองทาน ว่าจะเด็ดสักแค่ไหน ก็ไปพิสูจน์ได้ที่ภัตตาคาร "Cliveden’s Waldo" ของโรงแรม "von Essen " &lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;8. พิซซ่าแพงที่สุดในโลก - พิซซ่า Luis XIII&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355491702249842" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH3zYHJGXI/AAAAAAAAArQ/UxAxyNIHYu4/s320/untitled120.bmp" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;พิซซ่าที่แพงสุดในโลก คือ พิซซ่า "Louis XIII" ฝีมือเชฟหนุ่มชาวอิตาลีที่ชื่อ "เรนาโต้ วิโอล่า" พิซซ่า "Louis XIII" มีขนาด 8 นิ้ว ก่อนทำต้องใช้เวลาในการเตรียมแป้งเป็นเวลานานถึง 72 ช.ม. ขณะที่ท็อปปิ้งหรือหน้าพิซซ่าล้วนมาจากส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม อาทิ ชีส mozzarella di bufala ไข่ปลาคาเวียร์ 3 ชนิด กุ้งล็อบสเตอร์จาก Cilento (ในอิตาลี) และประเทศนอร์เวย์ โรยหน้าด้วยเกลือสีชมพูที่มาจากแม่น้ำ Murray ในประเทศออสเตรเลีย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355320412390898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 237px; CURSOR: hand; HEIGHT: 270px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH3paAdRfI/AAAAAAAAArI/9EsJe6bGLD4/s320/untitled121.bmp" border="0" /&gt;                                                                        "เรนาโต้ วิโอล่า"&lt;br /&gt;พิซซ่าแพงสุดในโลก "Louis XIII" จำหน่ายในราคาอันละ 8,300 ยูโร หรือเกือบ 4 แสนบาท (ราคานี้รวมค่าตัวเชฟและผู้ช่วยอีก 2 คน&lt;br /&gt;ที่จะหอบข้าวของและอุปกรณ์ต่างๆ ไปทำพิซซ่าถึงบ้านลูกค้า) &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;9. ออมเล็ตแพงที่สุดในโลก - ออมเล็ตของภัตตาคาร Le Parker Meridien ในกรุงนิวยอร์ค&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355198563057282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 249px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH3iUFT_oI/AAAAAAAAArA/pWHBS9KAutM/s320/untitled122.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;"ออมเล็ต" หรือไข่คน แพงที่สุดในโลกหารับประทานได้ที่ภัตตาคาร "Le Parker Meridien" ในกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ที่นั่นเขาขายออมเล็ต (ภาพบน) จานละ 1,000 เหรียญ หรือประมาณ 34,000 บาท ประกอบด้วยส่วนผสมหลัก ได้แก่ ไข่ปลาคาเวียร์ (sevruga) น้ำหนัก 10 ออนซ์ กุ้งล็อบสเตอร์ทั้งตัว และไข่อีก 6 ฟอง เป็นต้น (เขาว่าถ้านำส่วนผสมทั้งหมด มาทำเองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราวๆ 700 เหรียญ หรือประมาณ 23,800 บาท) &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;10. ขนมหวานแพงที่สุดในโลก - ไอศครีม ซันเด ของร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5382355018232899586" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 314px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH3X0TQKAI/AAAAAAAAAq4/p1x6dQSn8o0/s320/untitled124.bmp" border="0" /&gt;ไอศครีมช็อคโกแลตซันเด ถ้วยนี้ ได้รับการจดบันทึกลงในกินเนสบุ้ค ออฟ เวิล์ด เรคคอร์ด ว่าเป็น "ขนมหวานแพงที่สุดในโลก"&lt;br /&gt;มีจำหน่ายที่ร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน กลางกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ด้วยสนนราคาถ้วยละ 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 850,000 บาท“Frrrozen Haute Chocolate” คือ ชื่อของช็อคโกแลต ซันเดแพงระยับถ้วยนี้ ส่วนสาเหตุที่มีราคาแพงเนื่องมาจากไอศครีม&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มีส่วนผสมของโกโก้พันธุ์ดีและหายากมากๆ จำนวน 28 ผล (ในจำนวนนี้มีอยู่ 14 ผลที่เป็นโกโก้ชนิดแพงที่สุด) และทองคำ 23 เค&lt;br /&gt;ชนิดทานได้ น้ำหนัก 5 กรัม ไอศครีมดังกล่าวจะถูกบรรจุลงในถ้วยทองคำ ที่มีแผ่นทองคำชนิดทานได้รองอยู่ภายในถ้วย นอกจากนี้บริเวณฐานของถ้วยไอศครีม&lt;br /&gt;ยังตกแต่งด้วยสร้อยทอง 18 เค พร้อมกับเพชรแท้สีขาวอีก 1 กะรัต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านั้นยังไม่พอ ไอศรีมถ้วยนี้ยังถูกแต่งหน้าด้วยวิปครีม โรยทับอีกชั้นด้วยทองคำ ประดับด้วยช็อคโกแลต "La Madeline au Truffle"&lt;br /&gt;จากร้าน Knipschildt Chocolatier ที่ขายในราคาปอนด์ละ 2,500 เหรียญ (85,000 บาท/0.45 กก.) สำหรับช้อนทองที่เห็นในภาพว่าประดับด้วยเพชรสีขาวและสีช็อคโกแลต ลูกค้าสามารถนำกลับไปดูเล่นที่บ้านได้ ...&lt;br /&gt;แต่ถ้วยและสร้อยทองคล้องเพชร 1 กะรัตห้ามเอาไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ออกจากร้านแน่นอน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;* หมายเหตุ อาจมีการทำลายสถิติเกิดขึ้นได้ &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-8039208543137476830?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/8039208543137476830/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8039208543137476830'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8039208543137476830'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_17.html' title='อาหาร &quot;แพงที่สุดในโลก&quot;'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SrH12WUQcqI/AAAAAAAAAqg/YUTBC1f8wgA/s72-c/untitled111.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2646320354534436532</id><published>2009-09-14T23:43:00.000-07:00</published><updated>2009-09-15T00:00:28.064-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสวยความงาม'/><title type='text'>คนรักยีนส์ควรทราบ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sq87RHzYw6I/AAAAAAAAAqI/BodNd1uViTo/s1600-h/untitled108.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5381585245069427618" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sq87RHzYw6I/AAAAAAAAAqI/BodNd1uViTo/s320/untitled108.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;10 กฏหลักของคนรักยีนส์ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทำไมผู้หญิงทั่วโลกหลงรักกางเกงยีนส์ ก็เพราะกางเกงยีนส์ช่วยให้คุณดูเพียวและเซ็กซี่น่ะสิ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก นี่คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณค้นพบกางเกงยีนส์ในฝัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;1.เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไปเมื่อใส่ไปสักพักเนื้อผ่าจะขยานออกสิบเปอร์เซนต์ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2.ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท่า ไว้ใส่รองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับส้นสูง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;3.เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;4.อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีหรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;5.นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;6.รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;การตัดขากางเกงแบบต่อปลาย(หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าตัดต่อ)ตะเข็บเดิมอาจ แพงกว่า แต่ทำให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;7.ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;น้ำอุ่นทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;8.หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;9.อย่ารีดด้วยความร้อนสูง&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;10.ซักแห้งดีที่สุด&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : kapook.com&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2646320354534436532?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2646320354534436532/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2646320354534436532'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2646320354534436532'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_14.html' title='คนรักยีนส์ควรทราบ'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sq87RHzYw6I/AAAAAAAAAqI/BodNd1uViTo/s72-c/untitled108.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7495389284396671174</id><published>2009-09-10T18:26:00.000-07:00</published><updated>2009-09-10T18:46:17.735-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธรรมชาติบำบัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาแผนธรรมชาติ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปากมดลูก'/><title type='text'>ดื่มบร็อกโคลี-องุ่นเขียวทำลายเซลล์มะเร็ง</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqmrmEtqURI/AAAAAAAAApA/F6oKd5X4tFQ/s1600-h/untitled106.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5380019900459405586" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 152px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqmrmEtqURI/AAAAAAAAApA/F6oKd5X4tFQ/s200/untitled106.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;‘มะเร็งปากมดลูก’ โรคร้ายที่คร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับ 1 กันด้วย ‘กินดี’ วันนี้มีสูตรเครื่องดื่มระดับขุนพลแก้วเด็ด ที่ช่วย ทำลายเซลล์มะเร็ง ต้านพิษ แถมยังบำรุงผิวพรรณ ...ความสามารถทั้งหมดนี้มาจาก &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;‘บร็อกโคลี’ และ ‘องุ่นเขียว’&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;สำหรับ ‘บร็อกโคลี’&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ผักสีเขียว ๆ นี้อุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟน กลูโคซิโนเลต สารต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และยังช่วยเพิ่มระดับกลูตาไทโอน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญที่ช่วยเหลือตับให้ขั บสารพิษ ด้วยเป็นผักที่มีเส้นใยสูงนี้ ยังพบเบตาแคโรทีน วิตามินซี กรดโฟลิก มาเสริมพลังต้านอนุมูลอิสระ ส่วนทีเด็ดของ บร็อกโคลี คือ ช่วยกระตุ้นเอนไซม์ชนิดที่ใช้ล้างพิษ และช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง ทั้งยังมีความมหัศจรรย์เฉพาะตัว เพราะเมล็ดบร็อกโคลีที่กำลังแตกหน่อจะมีสารประกอบต้า นมะเร็งมากกว่าเมล็ดพืชชนิดอื่น ๆ ถึง 50-100 เท่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;ส่วน ‘องุ่นเขียว’&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ผลไม้ขวัญใจการล้างพิษ เต็มไปด้วยฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 และบี 2 วิตามินซี กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และกรดทาร์ทาริก ช่วยเพิ่มความเร็วให้แก่กระบวนการเผาผลาญอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ &lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqmrZ7EHbdI/AAAAAAAAAo4/Ek8AiDpHkLE/s1600-h/à¸&amp;shy;à¸à¸¸à¹à¸à¹à¸à¸µà¸¢à¸§.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5380019691710803410" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 140px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqmrZ7EHbdI/AAAAAAAAAo4/Ek8AiDpHkLE/s200/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หันมาเตรียมส่วนผสมก่อนปรุงเครื่องดื่มเปี่ยมล้นกำลั ง เพียงมี.... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;-บร็อกโคลี 1 ถ้วย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;-องุ่นเขียว 2 ถ้วย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;-น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มที่บร็อกโคลีหั่นให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วนองุ่นเขียวให้ผ่าครึ่งโดยไม่ต้องเอาเมล็ดออก นำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ เติมน้ำแข็งป่น เพิ่มความเย็นสดชื่น แถมยังได้ส่งสารอาหารตัวเด็ดเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งร ้าย&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา  ; หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7495389284396671174?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7495389284396671174/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7495389284396671174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7495389284396671174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post_10.html' title='ดื่มบร็อกโคลี-องุ่นเขียวทำลายเซลล์มะเร็ง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqmrmEtqURI/AAAAAAAAApA/F6oKd5X4tFQ/s72-c/untitled106.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-5630032317435681586</id><published>2009-09-09T20:50:00.000-07:00</published><updated>2009-09-09T21:03:45.362-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีวิตสู้มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งลำไส้'/><title type='text'>บทความสุดท้ายจาก ดร.อภิวัฒน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sqh5yqmu6hI/AAAAAAAAAoA/sbUl8nVWskA/s1600-h/à¸”à¸£.à¸&amp;shy;à¸"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379683666231224850" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 230px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sqh5yqmu6hI/AAAAAAAAAoA/sbUl8nVWskA/s400/%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;จากนิตยสารรายเดือน จีเอ็ม ฉบับเดือน พฤษภาคม 2549 หน้า 232-233 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;1) ตอนที่ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ เราจะกลัวไปหมดทุกเรื่อง แต่คุณแม่เขียนจดหมายมาสอนผมว่า อย่ากลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะถ้าเราไปตั้งท่ากลัวเสียก่อนมันก็จะไม่เกิดสติปัญญาที่จะไปแก้ไขปัญหา สู้เราทำตัวสบาย ๆ แล้วแก้ไขปัญหาไปตามธรรมชาติจะดีกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2) คนไทยเราเรียนปริญญาโทเพราะคิดว่าเรียน ๆ ไปเถอะ เราแยกเอาการเรียนรู้และชีวิตออกจากกัน เชื่อแต่ว่าพอจบการศึกษาแล้วค่อยใช้ชีวิต แต่ในต่างประเทศการเรียนรู้เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง มันเป็นสิ่งที่เคียงคู่กับการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3) คุณพ่อ-คุณแม่ผมเป็นคนที่เชื่อมั่นในการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีใครขโมยไปได้ การศึกษาเป็นทรัพย์สินที่ต่อเนื่อง คุณพ่อ-คุณแม่จึงพยายามทุกวิถีทางให้ผมมีการศึกษาที่ดี ยอมขายที่นา เพื่อให้สามารถส่งเสียผมไปเรียนได้ ทุกครั้งที่เห็นเด็กไม่สนใจการเรียน ผมจะรู้สึกเศร้าใจมาก ๆ หากมีโอกาสได้ทำบุญ ผมจะเลือกทำบุญกับโอกาสทางการศึกษาของเด็ก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;4) การที่คนเราจะมองหาจุดมุ่งหมายของชีวิตให้เจอ มันเกิดขึ้นต่างรูปแบบกัน ต้องถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราอยากจะทำที่สุดในชีวิตกันแน่ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องหาให้เจอ ไม่ช้าก็เร็ว เราจะได้มีพลังขับเคลื่อนให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5) ผมคร่ำเคร่งกับการเรียนเพราะเป็นสิ่งที่เราไปอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะทำมัน เราไม่ได้ไปอเมริกาเพื่อท่องเที่ยว เราไปเพื่อศึกษา อย่าลืมว่าผมทำงานไปด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ชีวิตในอีกแบบหนึ่ง ในขณะเดียวกันผมก็ไม่พลาดโอกาสที่จะเปิดหูเปิดตาไปท่องเที่ยว ผมคิดว่า ชีวิตผมค่อนข้างจะรอบด้าน ได้ศึ่กษาทั้งวิชาการและทำงานแบบผู้ใช้แรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;6) มองย้อนหลับไป ผมจะเลือกเงินหรือชีวิตเหรอ? ก็ผมนี่ไงผมเป็นตัวอย่างของคนที่มุ่งหน้าหาเงิน เพราะว่าผมมีแผนการในชีวิตมากมายที่ต้องสร้างสมเอาไว้เพื่อครอบครัว มันไม่ถึงกับลืมใช้ชีวิตหรอก แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้ชีวิตมากกว่า ที่สุดแล้วมันก็นำพาซึ่งความเจ็บป่วย ที่สุดแล้วผมก็หาเงินตามจุดมุ่งหมายได้ไม่มากเท่าที่ควร เราบอกว่าเราจะทำงานสัก 20 ปี แต่ว่าโอกาสของเรามีแค่ 10 ปี เพราะหลังจากที่ตรากตรำทำงานมาหนัก ร่างกายบอกว่ามันทำได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นก็ลงเอยด้วยการที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;7) ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงเลือกทั้งเงินและชีวิตเพราะว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินก็ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่ว่ามันไม่ใช่สรณะ ผมเลือกที่จะกระจายการทำงาน กระจายความทุ่มเทนั้นออกไป เพื่อให้สามารถทำงานได้นานมากขึ้น และตัวผมเองสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นาน ๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;8) ความทรงจำที่มีค่ามากสำหรับผม มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ผมอยู่กับตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;9) ผมเคยเขียนการ์ดเล็ก ๆ ให้ภรรยา สรุปความได้ว่า เวลาที่คนสองคนเดินไปบนชายหาด ตอนที่เราหันกลับมามองก็จะเห็นเป็นรอยเท้าเล็ก ๆ 2 คู่ เดินไปเดินมา ทำไมเราจึงเห็นรอยเท้าเหลืออยู่แค่คู่เดียวล่ะ อีกคนหนึ่งหายไปไหนหรือ คำตอบคือไม่มีใครหายไปไหนหรอก แต่อีกคนกำลังอุ้มอีกคนหนึ่งเอาไว้ ผมหมายถึงตัวผมอุ้มเขาอยู่ เป็นคำมั่นสัญญาว่าผมจะดูแลเขาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;10) ครั้งหนึ่งที่ผมฟังดุริยมนตราซึ่งเป็นเสียงสวดมนต์ที่ประกอบไปกับดนตรี ผมฟังแล้วผมร้องไห้มาก แล้วบอกกับตัวเองว่าถ้าชีวิตผมจะหาไม่จริง ๆ ด้วยอาการเจ็บป่วยนี้ ผมอยากจะบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่า ผมได้คุณพ่อกับคุณแม่ที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่แค่เลี้ยงดูสั่งสอนให้แนวทางชีวิตในยามที่ผมปกติดีอยู่ แต่ในยามเจ็บป่วยคุณพ่อ-คุณแม่ไม่เคยห่าง มาหาผมที่โรงพยาบาลทุกวัน อยากให้ท่านได้รู้ว่าผมมีคุณพ่อ-คุณแม่ที่ผมไม่สามารถเรียกร้องหาได้ดีกว่านี้จากที่ไหน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;11) ในความเป็นพ่อ ผมให้คะแนนความพยายามมากกว่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าคะแนนความพยายามของผมที่ 80 มันไม่เต็มร้อยหรอกครับเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ลูก ๆ มีแกนกลางคือ เขามีแม่ที่ดี เพราะฉะนั้นลูก ๆ จะไม่เคยรู้สึกว่าขาดพ่อ เพราะว่าแม่ทดแทนได้หมด แม่ไม่ใช่เพียงแค่คนที่พยายามรักษาความสมดุลในครอบครัว แต่เขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในครอบครัวเรา นี่ ไม่ใช่การถ่อมตน แต่เป็นการพูดในความรู้สึกที่แท้จริง เขาเป็นดวงใจของเราทุกคน ให้กลับกัน ผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าผมทำได้ เพราะว่าผมอาจจะถนัดเรื่องจัดหามากกว่าการดูแล ใครอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ ขอแค่ให้รู้เถอะไม่ต้องเอ่ยปากหรอกผมจะไปหามาให้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;12) ชีวิตผมไม่มีอะไรนอกจากบริษัท เจเอสแอลและครอบครัว ผมมีแค่นี้ ผมไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;13) การเป็นพ่อเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อะไรเป็นพิเศษไปมากกว่าความรักทั้งหมด ผมเคยเซ็นหนังสือให้ลูกว่า ”สำหรับน้องเพชร ด้วยความรักทั้งหมดในหัวใจพ่อ” ถ้าคุณรักลูก คุณก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างกับเขา และตรงนี้ต่างหากที่เพิ่มเติมมาด้วยสติปัญญาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะมีเวลาอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ถึงความต้องการและความฝันของเขา แต่บางครั้งลูกก็ไม่ได้อยากอยู่กับเราเสมอไป เขาอาจจะมีธุระอื่น ฉะนั้นความรักและความเข้าใจจะต้องมาเป็นอันดับต้นเลย เราต้องพยายามหาหนทางละมุนละไมที่จะโอบแขนของเขาเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาให้ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;14) ผมไม่ขอเปรียบเทียบชีวิตการเป็นพิธีกรของผมกับคนอื่นๆ ตอนที่ทำรายการจันทร์กะพริบใหม่ๆ ผมจบดอกเตอร์มา มันยิ่งสร้างความคาดหวังว่าจะทำอะไรดีๆ ได้อีกเยอะต้องศึกษาหาความรู้เยอะ อ่านประวัติของแขกรับเชิญมาล่วงหน้าซึ่งจะทำให้เราไม่รู้สึกห่างไกลจากเขา รายการจันทร์กะพริบเป็นงานที่ยาก ผมใช้เวลากว่า ๒ ปีจึงจะหาตัวเองพบ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการเป็นพิธีกรมันคือการแสดง ในเมื่อมันคือการแสดง อะไรล่ะคือบุคลิกภาพจริง ๆของเรา เวลาที่เราขอคำแนะนำจากใคร 10 คน เราจะได้คำตอบ 10 อย่าง เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าที่สุดแล้วผมเชื่อตัวเองอีกว่า ผมไม่ใช่คนถามจาบจ้วงหรืออยากให้เฮฮากว่านี้ ผมว่าไม่ใช่ผมผมเป็นคนที่ให้เกียรติคน เป็นคนที่มีบุคลิกพูดง่าย ๆ ว่านุ่มนิ่มบางทีมันเป็นจุดอ่อนแต่เราต้องพัฒนาให้เป็นจุดแข็งให้ได้ เอาความอ่อนโยนมาเป็นเสน่ห์ เอาความนุ่มนิ่มมาเป็นวิธีการถามคำถามทำให้เกิดความอบอุ่นขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;15) ครั้งแรกที่ผมสัมภาษณ์ ทอดด์ ทองดี เขาบอกว่ายูรู้ไหม ว่าการที่ยืนอยู่ด้วยกันบนเวที มันมีไออุ่นของคนที่อยู่ใกล้กัน เขาไม่รู้สึกอบอุ่นแบบนี้กับใครเท่าที่ยืนอยู่ใกล้ผม ผมมีความรู้สึกว่านั่นแหละคือการที่เราหาตัวเองเจอ ธรรมชาติของผมคือเป็นผู้ชายที่อบอุ่นนั่นเอง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;16) ทุกวันนี้ผมดูทีวีได้ไม่นาน เพราะว่าเสียงมันดังเกินไป รายการโทรทัศน์น่าจะมีความนุ่มนวลแล้ว ค่อยทะยานขึ้นไปถึงความตื่นเต้น แต่ทุกวันนี้มันมีแต่ความเปรี้ยงปร้าง อาจเป็นเพราะว่าการแข่งขัน มันสูง พิธีกรต้องขุดมุกมาใช้เพื่อให้ได้ชื่อว่าสามารถสร้างเสียงฮาได้ตลอดเวลาซึ่งผมคงสอบตกใน กรณีนี้ แต่ผมเชื่อว่าความแพรวพราวมันมีได้หลายลักษณะ เช่นยิงคำถามแพรวพราวก็ได้ หรือบางที เขาตอบอะไรมา เราอาจจะแสดงความคิดเห็นอะไรกลับไป เป็นความแพรวพราวตรงนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีมุกตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;17) การเป็นพิธีกรคือโอาสที่ได้เรียนรู้ชีวิตของคนได้แบบเรียนชีวิตโดยไม่ต้องซื้อหามา เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ ผมเรียนรู้ชีวิตของชีวิตของผู้อื่นผมได้ค้นพบว่าชีวิตไม่มีความแน่นอน เราต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าและในยามที่เรายังมีลมหายใจอยู่ เราน่าจะได้ใช้โอกาสนั้นทำความดี เป็นสิ่งที่เราจะทิ้งไว้ในโลกนี้มันเป็นมรดกของมนุษยชาติอย่างหนึ่งและคนอื่น อาจจะเรียนรู้ได้ในภายหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;18) การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เราทำให้ห้วงชีวิตเป็นอะไรก็ได้เป็นหนึ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยคุณค่าหรือเราทำหนึ่งชีวิตของเราให้เป็นหนึ่งชีวิตที่สร้างความทุกข์ใจให้กับใครสักคนหนึ่งไปตลอดชีวิตก็ได้ ความยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;19) ผมไม่รู้ว่าจำนวนของคนที่เห็นแก่ตัวบนโลกนี้มีเท่าไหร่ แต่ผมว่าความเห็นแก่ตัวมันเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนแหละ มันคือการชั่งน้ำหนักในสิ่งที่เราจะทำ จริง ๆ แล้วก็คงเหมือนกับที่เขาพูดกันว่า ไม่ต้องเป็นคนดีเท่าไหร่หรอก ขอแค่เป็นคนเลวน้อยที่สุดก็พอแล้ว &lt;/p&gt;&lt;p&gt;20) ความกตัญญูรู้คุณคนเป็นสิ่งที่ผมยึดถือเป็นหลักประจำใจ คนเราถ้าไม่รู้จักรู้พระคุณคน มันทำให้เราหลงลืมไปว่าเรามีชีวิตอยู่ทุกวันได้เพราะอะไร คนที่เขาให้เรามาบางทีเขาไม่ได้จดจำเพราะมันเป็นการให้ที่แท้จริง แต่การที่เราได้รับนั้นหมายถึงการได้ส่วนบุญที่ดีมามันเปลี่ยนชีวิตเรามากเพียงพอที่เราควรจะจดจำว่าเรามาถึงฝั่งฝันนี้ได้อ่างไร มีใครบ้างที่ช่วยพยุงเราขณะที่เราว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรมา การระลึกถึงพระคุณของคนเป็นสิ่งที่มนุษย์ประเสริฐเขาทำกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;21) คนที่เป็นผู้ให้ ในชีวิตผมมีมากและผมไม่มีวันที่จะลืมได้เลย ภรรยาผมเขาไม่เคยนึกถึงตัวเองเลย เขานึกถึงแต่ว่าทำอย่างไรสามีเขาจึงจะหาย ผมเรียนเรื่องธรรมชาติบำบัดผมรู้สึกเอาเองว่า ผมรับพลังดีๆ จากธรรมชาติมาเยอะ เรียนรู้ที่จะรับพลังธรรมชาติจากต้นไม้ใบหญ้า ผมรับรู้ถึงความปรารถนาดี ความหวังดีของคนจำนวนมาก คนเหล่านี้เป็นคนที่ผมไม่มีวันลืมไปจากชีวิตนี้ แล้วก็ขอเจอกันทุกชาติไป ผมคิดว่าถ้าผมจะหาย ก็ได้ด้วยพลังรักที่เขามีต่อผม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;22) ทุกวันนี้ผมมองทุกอย่างด้วยสายตาเป็นกลางมากขึ้น ผมมองว่าถ้ามันจะเป็นความรู้สึกที่สุด ผมก็จะไม่ดีใจจนเกินเหตุ หรือถ้ามันจะทุกข์นัก ผมก็จะไม่ทุกข์มาก ผมจะอยู่ตรงกลางด้วยความหวังว่า วันของเราจะต้องมาถึง เราได้ฟังเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับคนหลายคนที่เป็นมะเร็ง ใจผมก็อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผมบ้าง เมื่อไหร่ปฏิหาริย์จะเกิดขึ้นกับผมสักที ผมท้อแท้บ้าง แต่ผมไม่ยอมแพ้พ่าย ทำไมยังเจ็บปวด เศร้า ทุกขเวทนาอยู่เรื่อย แต่ผมปฏิเสธที่จะตายไปกับโรคนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;23) ผมเสียใจอยู่ตลอดมาที่มีเวลาให้กับครอบครัวน้อยเกินไป อยากบอกลูกว่า ถ้าพ่อเลือกได้ พ่อคงอยู่บ้านให้มากกว่านี้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ประวัติส่วนตัว ดร.วรฑา วัฒนะชยังกูร อายุ 49 ปีเกิด 13 มิ.ย.2500&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถึงแก่กรรม 27 มิ.ย. 2549 เวลา07.46น.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บิดา เรืออากาศตรี อาชีพ วัฒนางกูร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มารดา นาวาอากาศเอกหญิง พูนศรี ทองปรีชา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีน้องชาย 1 คน นาวาอากาศตรีอัษฎาวุธ วัฒนางกูร (กัปตันสายการบินไทย)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สมรสกับ นางอทิตา วัฒนะชยังกูร (เดิมชื่อ กมลนาท สุมาวงศ์)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บุตร 2 คน นางสาวกวิตา (แพรว) วัฒนะชยังกูร อายุ 19 ปีนายภาคิน (เพ็ชร) วัฒนะชยังกูร อายุ 17 ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประวัติการศึกษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พ.ศ.2521 ครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพ.ศ.2523 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;Master of Education (Edducational Management and Supervision) Loyola Collage ,Baltimore,Maryland,USAพ.ศ.2527&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Doctor of Education Education Administration)Oklahoma State University,Stillwater,Oklahoma,USA&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประวัติการทำงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พ.ศ.2527 อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพพ.ศ.2528 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพพ.ศ.2532 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยกรุงเทพพ.ศ.2537-2549 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเจเอสแอล จำกัดงานพิธีกรรายการโทรทัศน์พ.ศ.2546-2549 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการ “คน ค้น ฅน” ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์พ.ศ.2542-2543 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการ “ถูกใจใช่เลย” ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7พ.ศ.2532-2542 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการ “จันทร์กระพริบ” ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7พ.ศ.2543 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการ “Gent Request” ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีพ.ศ.2536-2548 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการสารคดีสั้นทางโทรทัศน์ อาทิ ไฟฟ้าน่ารู้คู่บ้าน คนรักหนัง เพื่อนหนังสือ คู่มือสื่อสาร ร้อยพันปัญหาโรคผิวหนัง เปิดโลกเอกสาร ฯลฯพ.ศ.2540 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พิธีกรรายการ “Business Variety” ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา : &lt;a href="http://www.the-arokaya.com/"&gt;http://www.the-arokaya.com/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-5630032317435681586?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/5630032317435681586/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/5630032317435681586'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/5630032317435681586'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='บทความสุดท้ายจาก ดร.อภิวัฒน์'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sqh5yqmu6hI/AAAAAAAAAoA/sbUl8nVWskA/s72-c/%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4565640642192860197</id><published>2009-09-05T19:48:00.000-07:00</published><updated>2009-09-05T19:59:24.775-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สูตรผอม'/><title type='text'>3 สูตรผอม สำหรับสาวๆ ที่ชอบกินแป้ง</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378181870847735634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqMj6q1TN1I/AAAAAAAAAnI/9mJVrFZn2zo/s320/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สูตรที่ 1 &gt;&gt; ลดได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเช้า ข้าวทัพพีครึ่ง กับข้าว 2 อย่าง แต่ต้องไม่ใช่แกงกะทิหรือของทอดน้ำมันเยิ้ม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อกลางวัน ข้าว 1 ทัพพี ผัดผักใส่เนื้อสัตว์(ไม่ติดมัน) ไข่ต้ม 1 ฟอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเย็น ข้าวครึ่งทัพพี แกงป่า, แกงส้ม, เกาเหลา หรือแกงจืด 1 ถ้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สูตรที่ 2 &gt;&gt; ลดได้สัปดาห์ละเกือบ 1 กิโลกรัม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเช้า แซนวิชทูน่า 1 คู่ กับแอปเปิ้ล 1 ผล หรือโจ๊ก 1 ชาม กับกล้วย 1 ผล&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อกลางวัน ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชามมะละกอ 1 ถุง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเย็น เกาเหลา 1 ชาม หรือขนมจีนแกงป่า 1 จาน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สูตรที่ 3 &gt;&gt; ลดได้สัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเช้า โจ๊กไม่ใส่ไข่ 1 ชาม หรือโยเกิร์ตกับแซนด์วิชทูน่า 1 ชิ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อกลางวัน เกาเหลา 1 ชาม หรือส้มตำ (ไม่ใส่ถั่ว) กับข้าวเหนียว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มื้อเย็น ส้มตำ หรือสลัดผักน้ำใส 1 จาน กับแอปเปิ้ล 1 ลูก&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เลือกสูตรที่คุณคิดว่าทำได้ง่ายที่สุดแล้วลองทำดู และในระหว่างการลดน้ำหนัก ต้องเดินตามกฏเหล็กเหล่านี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร เพื่อให้ร่างกายสดชื่นกระฉับกระเฉง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. ถ้าบังเอิญทานมื้อเย็นดึกกว่า 1 ทุ่ม ต้องงดทานแป้ง ให้ทานได้แค่โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วยกับแอปเปิ้ล 1 ผลเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. งดดื่มน้ำหวาน กาแฟเย็น นมเย็น น้ำผลไม้ปั่น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก &lt;a href="http://women.thaiza.com/"&gt;http://women.thaiza.com/&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4565640642192860197?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4565640642192860197/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4565640642192860197'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4565640642192860197'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/09/3.html' title='3 สูตรผอม สำหรับสาวๆ ที่ชอบกินแป้ง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SqMj6q1TN1I/AAAAAAAAAnI/9mJVrFZn2zo/s72-c/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7543350924570964192</id><published>2009-08-29T21:46:00.000-07:00</published><updated>2009-08-29T22:11:15.898-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็ดลับการนอน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ออกกำลังกาย'/><title type='text'>13 สาเหตุอาการอ่อนเพลีย</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpoJ5LxmiPI/AAAAAAAAAmU/K8DE0jftVH0/s1600-h/à¸&amp;shy;à¹à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¸¥à¸µà¸¢.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5375619983238138098" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpoJ5LxmiPI/AAAAAAAAAmU/K8DE0jftVH0/s320/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;13 สาเหตุ ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง + อ่อนเพลีย&lt;br /&gt;13 คำตอบ เวลาที่คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง&lt;br /&gt;เวลาที่เราอ่อนเพลีย เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นอีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัวคุณได้ โชคดีที่เรามีวิธีเรียกพลังใจและกายกลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า Phone-Fatigue ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่เป็นตัวให้ พลังงาน ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. ความดันเลือดต่ำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคน ที่มีความดันเลือดต่ำคือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุบปับ หรือเวลายืนนานๆ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. เล่นเน็ตดึกเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ฮอร์โมนเมลาโตนิน (Melatonin) จะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์อาจทำให้เราหลับยาก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลง ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. กินอาหารไม่เต็มที่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลียก็เพราะ การข&amp;shy;าดธาตุเหล็กคือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากใ นผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุณ ก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. ไม่ออกกำลัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่า คนที่ไม่ออกกำลังเลยประมาณ 30% ถ้าเห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไปให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่ม คนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4 – 5 จานต่อวันจะออกกำลังได้อย่างสบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. อิทธิพลของเดือนเกิด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ 15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลังให้กับคนประเภทแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7. กรามแข็ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คุณสามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ คุณคงมีปัญหาที่เรียก ว่า โรค TMJ (TemporomandiBular Joint Disorder) แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลีย และปวดหัว ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;8. ธรณีหน้าต่างสกปรก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือ สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโต?ด้ดี มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท และเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียในวันต่อมา นำผ้าห่มผึ่งแดด เป็นประจำเมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มีไรฝุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;10. เชื่องช้า งุ่มง่าม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อคุณงุ่มง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง คุณเลยอ่อนเพลีย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง สลับทีละแขน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วย เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขาให้จินตนาการว่า คุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกันก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวก เขา&amp;shy;ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องปรับอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึม เศร้า ให้เสียบปลั๊กตัวแปลงขั้วไฟฟ้าเพื่อเพิ่มระดับของขั้วลบที่เ สริมพลังในอากาศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้ จากงานวิจัยพบว่าผู้ร่วมวิจัย 50%&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7543350924570964192?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7543350924570964192/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7543350924570964192'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7543350924570964192'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/13.html' title='13 สาเหตุอาการอ่อนเพลีย'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpoJ5LxmiPI/AAAAAAAAAmU/K8DE0jftVH0/s72-c/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-926890191515644276</id><published>2009-08-25T23:10:00.000-07:00</published><updated>2009-08-25T23:17:54.616-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ออกกำลังกาย'/><title type='text'>เกร็ดที่ไม่เคยรู้ของการออกกำลัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpTSgde1M5I/AAAAAAAAAlM/VCpLZfYobAI/s1600-h/untitled104.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374151710471435154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpTSgde1M5I/AAAAAAAAAlM/VCpLZfYobAI/s400/untitled104.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;1. วิธีออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ&lt;/strong&gt; โดยใช้หลัก F.I.T F-Frequency 1 สัปดาห์ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3 วัน อย่างมาก 6 วัน I-Intensity ความหนักในการออกกำลังกาย ใช้อัตราการเต้นของชีพจรเป็นเกณฑ์ให้ได้ประมาณระหว่างร้อยละ 70-90 ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากการนำอายุไป ลบออกจากเลข 220 คูณ 70 ถึง 90 หาร 100 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตัวอย่างเช่น : อายุ 20 ปี จะใช้ความหนักในการออกกำลังกาย (220-20) x 70 ถึง 90 หาร 100 เท่ากับ 140 ถึง 180 ครั้งต่อนาที และ T-Timeช่วงเวลาในการออกกำลังกายแต่ละวัน อย่างน้อย 10-15 นาที ใน 6 วัน อย่างมาก 30-45 นาที ใน 3 วัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;2. ดื่มนมช็อกโกแลตคลายเมื่อยล้า&lt;/strong&gt; ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ตัมเบรีย อังกฤษ (UK) ศึกษาพบว่า นมช็อกโกแลตช่วยให้ปั่นจักรยานได้นานกว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลังหลังเล่นกีฬา 51% และนานกว่าเครื่องดื่ม เกลือแร่ 43% การศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาอื่นๆ คือ นมไขมันต่ำช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวหลังออกแรง-ออกกำลังได้ดีกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น เพราะอาหารที่มีโปรตีนช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวหลังออกกำลัง น้ำตาลนม หรือแล็กเทส (Lactate) ในนมช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ระดับของเสีย (Lactate) ในกล้ามเนื้อลดลง จึงคลายอาการปวดเมื่อย &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;3. อิ่มแล้วออกกำลัง ช่วยให้ผอม&lt;/strong&gt; คณะนักวิทยาศาสตร์มหา- วิทยาลัยเซอร์เรย์ และอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ร่วมกันรายงานผลการศึกษา ในวารสารวิชาการแพทย์ ‘ต่อมไร้ท่อวิทยา’ ว่าการออกกำลังทันทีหลังจากกินจนอิ่มช่วยให้อดอาหารได้นานขึ้น และผอมลง เพราะร่างกายจะขับฮอร์โมนสะกดความหิวในขณะ ถูกใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ผู้ที่ออกกำลังกายอยู่ประจำ ปกติจะรู้สึกไม่สู้หิวหลังออกกำลังเสร็จใหม่ๆ และ จะยังคงเป็นอยู่ จนถึงเวลากินมื้อหน้า และนี่นับเป็นการค้นพบ รูปแบบชีวิตที่มั่นคงและถูกสุขลักษณะที่กำลังเกรียวกราวในวงการสุขภาพ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;4. อย่าออกกำลังกายทันทีที่ตื่นนอน&lt;/strong&gt; เวลาที่เราเพิ่งตื่น ร่างกายจะยังปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมได้ไม่เต็มที่ ถ้าออกกำลังกายอาจจะบาดเจ็บ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;5. ไม่ออกกำลังตอนเช้ามืด&lt;/strong&gt; ผู้เชี่ยวชาญศึกษาพบว่า ก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น ต้นไม้จะยังคงขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;6. ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนออกกำลังกาย 6-8 ชั่วโมง&lt;/strong&gt; ที่เราหลับ ความเข้มของเลือดจะเพิ่มขึ้นและผิวหนังก็คายน้ำออกมาตลอดเวลา จึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยหนึ่งแก้ว ก่อนออกกำลัง เพื่อป้องกันอาการหน้ามืด &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;7. ไม่ออกกำลังตอนหมอกลง&lt;/strong&gt; หมอกมักเกิดพร้อมความดันอากาศต่ำ ทำให้มีมลพิษในอากาศมากกว่าปกติ คนที่อยู่ท่ามกลางหมอกถึงมักจะหายใจได้ไม่สะดวก และเป็นโรคปอดได้ง่าย ถ้าออกกำลังกลางหมอก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;8. อย่าอาบน้ำทันทีขณะออกกำลัง&lt;/strong&gt; รูขุมขนจะเปิดเพื่อขับเหงื่อ ถ้าถูกน้ำราดลงมา เส้นเลือดก็จะหดตัวลงทันที ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เป็นหวัดกันได้ง่ายๆ ระบบ การหายใจติดขัดจนอาจช็อกได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;9. ไม่ดื่มน้ำเย็นจัดหลังออกกำลังกาย&lt;/strong&gt; การน้ำเย็นจัดๆ ดื่มหลังจากจ๊อกกิ้งมาหมาดๆ จะทำให้กระเพาะหดตัวเฉียบพลัน และอาจจะปวดท้องหรือท้องเสียได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;10. ไม่กินอาหารทันทีหลังออกกำลัง&lt;/strong&gt; ขณะออกกำลัง เลือดลมจะสูบฉีดไหลเวียน ไปทั่วตัว ทำให้กระเพาะและน้ำย่อยมีประสิทธิภาพต่ำ การกินอาหารทันที หลังออกแรง อาหารจะถูกย่อยช้า จนเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;11. ตรวจก่อนอุ่นใจกว่า&lt;/strong&gt; ถ้ามีอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจสุขภาพว่ามีโรคหัวใจหรือไม่ก่อนการออกกำลังกาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;12. ไม่สบายไม่ฝืน&lt;/strong&gt; ควรงดการออกกำลังกาย ในขณะเจ็บป่วย มีไข้ พักผ่อนไม่พอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;13. ออกกำลังในอุณหภูมิปกติ&lt;/strong&gt; ควรหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ร้อนจัดหนาวจัด ฝนฟ้าคะนอง มลภาวะมาก และสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;14. หยุดเมื่อมีสัญญาณเตือน&lt;/strong&gt; ควรพักหากมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน และไปพบแพทย์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : kapook.com&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-926890191515644276?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/926890191515644276/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/926890191515644276'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/926890191515644276'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html' title='เกร็ดที่ไม่เคยรู้ของการออกกำลัง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SpTSgde1M5I/AAAAAAAAAlM/VCpLZfYobAI/s72-c/untitled104.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-3644953895519831950</id><published>2009-08-11T00:52:00.000-07:00</published><updated>2009-08-11T02:10:14.037-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็ดลับการนอน'/><title type='text'>เคล็ดลับการนอนหลับสบาย</title><content type='html'>&lt;div&gt;การนอนหลับในอุดมคติ คือ สามารถหลับได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลับลึกต่อเนื่องเป็นเวลานาน และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น แต่ความจริงมีน้อยคนที่จะโชคดีแบบนี้ เพราะคนส่วนใหญ่มีอัตราการตื่นเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อคืน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การนอนหลับของคนเรานั้นมี 2 ช่วง คือ ช่วงหลับธรรมดา (Non-rapid eye movement sleep: NREM) ที่แบ่งย่อยได้ถึง 4 ระยะ และช่วงหลับฝัน (Rapid eye movement sleep: REM) รายละเอียดแต่ละช่วงมีดังนี้ค่ะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ช่วงหลับธรรมดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;•ระยะที่ 1 หรือระยะหลับตื้น เป็นระยะที่ยังหลับไม่สนิท ครึ่งหลับครึ่งตื่น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;•ระยะที่ 2 หรือระยะหลับจริง มักเกิดขึ้นภายใน 10 นาทีของการหลับตื้น ช่วงนี้อุณหภูมิร่างกายจะลดลง ส่วนอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;•ระยะที่ 3 และ 4 หรือระยะหลับลึก เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สภาพทั่วไปขณะหลับจะมีแรงดันเลือดลดลง หายใจช้าลง รวมทั้งกล้ามเนื้อทำงานน้อยลงด้วย ผู้ที่หลับในระยะนี้มักจะตื่นยาก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ช่วงหลับฝัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;การนอนหลับในระยะนี้จัดเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายยังคงฟื้นฟูตัวเองต่อเนื่องจากช่วงที่แล้ว และเป็นระยะที่เราจะเกิดความฝัน สภาพทั่วไปขณะนี้จะมีการหายใจค่อนข้างไม่สม่ำเสมอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368629816700722194" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 305px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SoE0X8MEXBI/AAAAAAAAAfo/HbodlkhvJOY/s320/untitled98.bmp" border="0" /&gt;การนอนหลับ จะเป็นไปตามจังหวะสลับกันไปมา 4 รอบ ระหว่างหลับตื้นและหลับลึก กินเวลาเฉลี่ยรอบละราว 90-110 นาที โดยแบ่งเป็นหลับตื้น 75 เปอร์เซ็นต์และหลับลึกอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนช่วงหลับธรรมดากับหลับฝันนั้นจะสลับกันไปมาตลอดคืนเช่นกัน โดยคิดเป็นหลับธรรมดา 75 เปอร์เซ็นต์และหลับฝันเพียง 25 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;วิธีนอนหลับให้เป็นสุข&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การนอนให้หลับอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ถ้าเรารู้ปัญหาและแก้ให้ถูกจุด ลองวิธีที่เราแนะนำก่อนไหมคะ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. หากิจกรรมให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย&lt;/strong&gt; ถ้านั่งทำงานทั้งวัน ก็ต้องหาเวลาออกกำลังกาย หรือถูบ้านกวาดหยากไย่ กินข้าวเย็นเร็วหน่อย อย่าโอ้เอ้ไปจนใกล้เวลานอน เดินเล่น ทำ งานเบาเวลาเย็นๆค่ำๆ รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือเบาๆพวกนิตยสาร ไม่ดูทีวีที่มีเรื่องราวน่า ตื่นเต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. สังเกตว่าเราอ่อนเพลีย ง่วงนอน หรืออยากจะหลับในช่วงไหน&lt;/strong&gt; เวลาช่วงนี้จะ ค่อนข้างใกล้เคียงกันในแต่ละวัน เข้านอนในเวลาที่ง่วงทันที การยื้อเวลาออกไปทำให้หลับ ยาก ควรเข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกๆวันจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. คนเราหลับเป็นช่วงๆ ตื้นและลึก ช่วงละ 2 ชั่วโมง&lt;/strong&gt; ช่วงหลับลึกจะปลุกให้ตื่นก็ยาก ถ้าตื่นแล้วจะนอนหลับต่อก็ยาก ไม่ต้องบังคับตัวเองให้หลับถ้าทำไม่ได้ อ่านหนังสือสบายๆ หางานเบาๆทำ รอเวลาง่วงรอบต่อไปจะมาถึงอีก นอนในช่วงนั้นจะหลับง่ายกว่า อย่าเปิด ไฟสว่างจ้า หรือลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ควรจะอยู่แบบสงบสบายๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. วางแผนไว้ในตอนเย็น ว่าจะไม่พกพาปัญหาหรือเรื่องกวนใจมาคิดตอนนอน&lt;/strong&gt; เขียนสิ่งที่เป็นปัญหาหรือความกังวลไว้แทน เท่ากับช่วยระบายออกไปแล้ว ไม่ต้องเก็บมาคิดอีก ก่อนนอน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. เมื่อหลับพอแล้ว อย่าทนนอนต่อเพื่อให้ครบชั่วโมงที่ต้องการ&lt;/strong&gt; ตื่นเถอะ แล้วจะทำให้ เราสดชื่นไปตลอดวัน ถ้าวันไหนตื่นเช้ากว่าปกติ โดยไม่งัวเงียเลย แปลว่าเรานอนพอแล้ว เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่นได้เลย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. ในมื้อเย็น ลดอาหารพวกเนื้อสัตว์หรืออาหารโปรตีน&lt;/strong&gt; ใช้แป้งเป็นหลัก กินพวก เมล็ดทานตะวันอบ กล้วยหอม นมพร่องมันเนย มันเผา สาหร่ายทะเล ฟักทอง ซึ่งมีสาร แอลทริปโทแฟนซึ่งเป็นสารช่วยให้นอนหลับสูง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7. หลัง 4 โมงเย็นไปแล้ว พยายามงดพวกชา กาแฟ หรือเหล้าเบียร์&lt;/strong&gt; การดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้หลับ จะทำให้ระบบการนอนหลับของเราไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จนไม่สามารถหลับเองได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;8. ไม่ควรใช้ยานอนหลับติดต่อกันนาน 1 เดือน&lt;/strong&gt; และต้องปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;9. อย่าออกกำลังกายใกล้เวลานอน&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;10. สร้างบรรยากาศการนอนให้ร่างกายผ่อนคลาย&lt;/strong&gt; เช่น อาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือเบาๆ ฟังเพลง&lt;br /&gt;อ่านไปอ่านมาชักจะง่วงๆ แล้วใช่ไหมล่ะ เอาละ คืนนี้ขอให้นอนหลับฝันดีกันถ้วนหน้านะคะ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อมูลจาก : &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- หนังสือ นอนไม่หลับกำจัดได้ แปลและเรียบเรียงโดย คเณศ,&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- หลับอย่างสงบ โดย น.พ.พิชัย เจริญพานิช &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จากนิตยสาร Life &amp;amp; Family&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-3644953895519831950?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/3644953895519831950/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/3644953895519831950'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/3644953895519831950'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='เคล็ดลับการนอนหลับสบาย'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SoE0X8MEXBI/AAAAAAAAAfo/HbodlkhvJOY/s72-c/untitled98.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4881978799152673814</id><published>2009-08-04T00:07:00.000-07:00</published><updated>2009-08-04T00:28:41.393-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง'/><title type='text'>อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจากอบรม GMP</title><content type='html'>&lt;span id="fullpost"&gt;อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจากการอบรม เรื่องเกี่ยวกับการทำ GMP ของโรงงานผลิตอาหารต่างๆ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Clean food มีเกร็ดต่างๆมาเล่าให้ฟัง เลยสรุปมาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป จริงๆมีมากกว่านี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366004214738921826" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnfgZyrDKWI/AAAAAAAAAdQ/_ZRUeMlHdZU/s200/untitled91.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1. &lt;strong&gt;พวกขนมปังปี๊บ&lt;/strong&gt; กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไส้สับปะรด เป็นมันแกวหรือพืชอื่น ๆ กวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366004782245904930" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 175px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Snfg60zQgiI/AAAAAAAAAdY/bTiWl859bPA/s200/untitled92.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. &lt;strong&gt;เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด&lt;/strong&gt; คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใส ๆ) ยอดมะพร้าวขาว ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366006036596074610" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnfiD1npKHI/AAAAAAAAAdg/RUXJGAppVsw/s200/untitled93.bmp" border="0" /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;3.&lt;strong&gt; ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน&lt;/strong&gt; แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366006414489117362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 142px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnfiZ1YXYrI/AAAAAAAAAdo/Fz2cifceKVg/s200/untitled94.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. &lt;strong&gt;เอแคลร์กับลูกชุบ&lt;/strong&gt; หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. &lt;strong&gt;ลูกอมสีอื่น ๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง&lt;/strong&gt; เป็นสีที่ขาย ไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. &lt;strong&gt;ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล&lt;/strong&gt; เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเล และสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. พวกอาหาร Pack สำเร็จมา wave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้นไม่ควรล้าง Package มาใส่ wave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;8. &lt;strong&gt;โยเกริ์ตต่างๆ&lt;/strong&gt; จะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก! ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่าง ๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (มีสารพิษ จากหมึก)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;14. &lt;strong&gt;อาหารหมักดอง&lt;/strong&gt;ต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาดในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;15. &lt;strong&gt;เบียร์สด&lt;/strong&gt;จะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินศพยีสต์เข้าไปด้วย(เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) แต่กินได้ไม่เป็นไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา: fwd&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4881978799152673814?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4881978799152673814/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/gmp.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4881978799152673814'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4881978799152673814'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/08/gmp.html' title='อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจากอบรม GMP'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnfgZyrDKWI/AAAAAAAAAdQ/_ZRUeMlHdZU/s72-c/untitled91.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2270719929544429084</id><published>2009-07-29T18:34:00.000-07:00</published><updated>2009-07-29T19:11:37.333-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัคซีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปากมดลูก'/><title type='text'>เมื่อ “วัคซีน HPV” เหมาะกับสาวบริสุทธิ์ที่สุด</title><content type='html'>เมื่อการสำรวจประชากรหญิงทั่วโลก พบว่า กว่า 300,000 ราย ต้องเสียชีวิต เพราะโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ประสบกับโรคร้ายนี้มักอาศัยอยู่ในภูมิภาคแถบเอเชียแปซิฟิก และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการประชุม The 1st Symposium on HPV Vaccination in the Asia Pacific Region โดยสถาบันวัคซีนนานาชาติ (International Vaccine Institute หรือ IVI) ที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปากมดลูกอันดับสองรองจากเต้านม ดร. John Clemens ประธานสถาบันวัคซีนนานาชาติและผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลของวัคซีนในประเทศที่กำลังพัฒนา ให้ข้อมูลว่า จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบประชากรที่เสียชีวิต เพราะโรคติดเชื้อมากขึ้นทุกวัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วมีคนเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้เพียง 10% ขณะที่อีก 90% พบมากในประเทศที่ยังไม่พัฒนาและกำลังพัฒนา ดังนั้นทางสถาบันIVI จึงต้องผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปากมดลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364067773152663042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 302px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnD_ODnilgI/AAAAAAAAAbQ/0JwXi1MStjc/s320/untitled79.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ดร.นพ. Xavier Bosch ผู้บริหาร Cancer Epidemiology and Registration Unit Catalan Institute of Oncology จากบาร์เซโลนา ประเทศสเปนเสริมว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เชื้อไวรัส HPV (Human Papillomevirus) คือ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อทางผิวหนังเท่านั้น ไม่สามารถติดเชื้อผ่านกระแสเลือดได้ “โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั้งหมด แต่เป็นอันดับที่ 2 สำหรับโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในผู้หญิง รองจากโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งมี&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ผู้หญิงกว่า 80%เป็นเหยื่อของโรคนี้อันมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมทางเพศ&lt;/span&gt; เพราะการร่วมเพศกันในแต่ละครั้ง ผู้หญิงจะได้รับเชื้อเอชพีวีมาอย่างน้อยหนึ่งชนิด ทั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วในทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกเสียชีวิต 1 คน” อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่า ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี นั่นคือ กลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งทั่วโลกพบผู้ติดเชื้อแล้ว ประมาณ 9.2 ล้าน หรือ 74% ขณะที่อายุโดยเฉลี่ยของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปาดมดลูกนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 57 ปี ส่วนโรคมะเร็งอื่นๆนั้น ผู้ป่วยจะมีอายุโดยเฉลี่ยที่ 72 ปีเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ จากประสิทธิภาพของวัคซีนตัวนี้บวกกับขั้นตอนการผลิตและต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วทวีปเอเชีย นั่นคือ ความสามารถทางด้านการงานกับความต้องการวัคซีนที่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ จากการเปิดตัววัคซีนเอชพีวีในประเทศแทบเอเชียแปซิฟิก พบว่าหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือไทย เอง ประสบกับปัญหาราคาแพง ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถรับวัคซีนตัวนี้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งในเรื่องนี้แม้ว่าทางประเทศอินเดียเองจะมีการจัดการลดต้นทุนโดยการผลิตตัวยาบางส่วนในประเทศของเขาเอง แต่วิธีนี้ก็ไม่สามารถครอบคลุมทั่วถึงทั้งประเทศ จึงส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกยังเพิ่งสูงขึ้นเป็นระยะๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.Linda Eckert นักวิจัยวัคซีน จาก สถาบันวัคซีนนานาชาติของ WHO HQ จากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยว่า ในเรื่องของราคานั้น ยอมรับว่า เป็นปัญหาสำหรับหลายๆ ประเทศ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า จุดประสงค์ของนักวิจัยทุกคนและองค์กรทุกองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ต่างมีความเห็นที่ตรงกันคือผลิตวัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก แต่การผลิตย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นซึ่งต้นทุนของวัคซีนค่อนข้างสูงดังนั้นราคาที่ตั้งขึ้นมาจึงเป็นราคาที่สมเหตุสมผล “โดยทั่วไปแล้ว ราคาของวัคซีนนั้นขึ้นอยู่กับบริษัทยาแต่ละประเทศ โดยจะฉีดวัคซีนนี้เพียง 3 ครั้ง ซึ่งบางประเทศตั้งราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ดอลลาร์/โดส แต่ราคาของแต่ละประเทศก็จะต่างกันออกไป เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งนี้ วิธีหนึ่งที่จะช่วยคนลดค่าใช้จ่ายวิธีหนึ่ง นั่นคือ หากคนไหนไม่สะดวกในการรับวัคซีนเอชพีวี อาจเข้ารับการตรวจภายใน (Pep Smear) เพื่อหาเชื้อก่อนก็ได้ ซึ่งผู้หญิงควรตรวจเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงสะท้อนจากแพทย์ไทย ส่วนทางด้านของประเทศไทยนั้น รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จากการที่มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดสำหรับผู้หญิงไทย ซึ่งตัวเลขคร่าวๆ ของผู้ป่วยรายใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าราย และในแต่ละปีผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสียชีวิตประมาณ 3,000 กว่ารายต่อปี หรือหากเฉลี่ยต่อวัน ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 7 ราย/คน “เมื่อก่อนเรายังไม่ทราบสาเหตุว่าโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร แต่ปัจจุบันนี้เราทราบแล้วว่า โรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส Human Papillomevirus (HPV) เลยทำให้เป็นมะเร็งที่ป้องกันได้ แต่แม้จะรู้สาเหตุของการเกิดโรค แต่ที่เป็นอันดับ1อยู่เพราะโรคมะเร็งนั้น &lt;strong&gt;ในช่วงเริ่มแรกจะยังไม่มีอาการนานกว่า 10-15 ปี ซึ่งกว่าเชื้อไวรัสจะกลายเป็นมะเร็งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีอายุประมาณ 30-40 ปี ทำให้กลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดคือกลุ่มอายุอายุ 35-45 ปี โดยกลุ่มเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากการรับเชื้อตั้งแต่วัยรุ่นคือการมีเพศสัมพันธ์เร็ว”&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364067681060008338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnD_Isi8MZI/AAAAAAAAAbI/jysg1N81QbU/s320/untitled80.bmp" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อเชื้อเอชพีวีสามารถติดต่อกันส่วนใหญ่ทางเพศสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงจึงเป็นแรงเสริมหรือกลายเป็นอัตราเร่งให้วัยรุ่นมีโอกาสรับเชื้อสูงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งอาการก่อนจะเข้าสู่โรคมะเร็งปากมดลูกนั้น จะเรียก &lt;strong&gt;ภาวะก่อนเป็นมะเร็ง&lt;/strong&gt; โดยจะทราบจากการตรวจภายในที่ปากมดลูกที่ควรตรวจปีละครั้ง เพื่อดูเซลล์ของปากมดลูก “นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเป็นโรคนี้กันเยอะเพราะหากเทียบกับผู้หญิงอเมริกันแล้ว พวกเขาตรวจภายในกันประมาณ 80% แต่ไทยเรา 10-15% เท่านั้น ซึ่งการที่ผู้หญิงอาย เขิน หรือกลัวเจ็บนี่เอง จึงทำให้ไม่ทราบว่าเป็น พอรู้อีกทีก็สายไปแล้ว ดังนั้น หากกล้าที่จะตรวจในระยะแรกเขาก็สามารถหายได้” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364067569082797554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 214px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnD_CLZfjfI/AAAAAAAAAbA/sNsukPby-yY/s320/untitled81.bmp" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนอาการของโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น รศ.นพ.วิชัย อธิบายว่า ในระยะลุกลามจะมีตกขาวมาก มีกลิ่น และมีเลือดออก อีกทั้งยังมีอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ ได้ เนื่องจากมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ขับถ่ายผิดปกติ หรือ ปวดตามตัว “เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดโรค และมีวัคซีนป้องกันโรคโดยเฉพาะแล้ว เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส มี2ชนิด แบ่งออกเป็นวัคซีนที่ฉีดป้องกันโรค 2 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 16 และ 18) ซึ่งเป็นเชื้อเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงสูงที่เป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดโรคมะเร็งถึง 70% ขณะที่วัคซีนที่ฉีดป้องกันโรค 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ที่ 6, 11, 16 และ 18) จะครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงต่ำที่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัคซีนนี้เพื่อผู้หญิงวัยไหน จากการที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่า แท้ที่จริงแล้ววัคซีนนี้เหมาะกับวัยใดกันแน่ ซึ่ง รศ.นพ.วิชัยแนะว่า สำหรับคนไทยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรองไว้กลุ่มที่น่าฉีดวัคซีนเอชพีวีมากที่สุดคือ&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;กลุ่มในช่วงอายุ 9-26 ปี ซึ่งวัคซีนจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นยังไม่เคยรับเชื้อมาก่อน หมายถึงยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แม้แต่ครั้งเดียว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ส่วนคนที่แต่งงานแล้วก็สามารถฉีดได้ แต่หากมีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปโอกาส อาจไม่ต้องฉีด เพราะโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นจะน้อยลง เนื่องจากการรับเชื้อเอชพีวีนั้น เป็นเชื้อที่มีการติดต่อล่วงหน้าหลายปี” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ผลวิจัยล่าสุดจากทั่วโลกรวมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย พบว่า วัคซีนชนิดป้องกัน 4 สายพันธุ์นั้น ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปี ก็ยังได้ประโยชน์จากวัคซีนนี้เช่นกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ทางประเทศออสเตรเลีย ได้ขยายช่วงอายุไปถึง 45 ปีแล้ว โดยวัคซีนประเภท 2 สายพันธุ์นั้นหลังจากฉีดครั้งแรกแล้ว จากนั้น 1 เดือนจะฉีดเข็มที่ 2 และเดือนที่ 6 ฉีดเข็มที่ 3 ขณะที่วัคซีนประเภทสี่สายพันธุ์นั้นหลังจากฉีดครั้งแรกแล้ว จะฉีดเข็มที่ 2และ3ในอีก 2 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ” ส่วนเรื่องราคาวัคซีนในเมืองไทยนั้น แม้จะยังไม่มีนโยบายหางบประมาณ ฉีดฟรีสำหรับเด็กในช่วงอายุ 11-12 เฉกเช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียแต่ไทยเองก็ไม่ใช่ประเทศที่ยากจน จึงยังพอมีกลุ่มคนที่สามารถฉีดวัคซีนตัวนี้ได้ ซึ่งกลุ่มคนที่มีอายุ 26ปีขึ้นไปจะฉีดกันเยอะเพราะอาจมีคนใกล้ตัวเป็น เกิดความกลัวและมีความรู้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งกลุ่มนี้ คือ กลุ่มคนทำงานจึงมีเงินพอที่จะตอบสนองความต้องการได้ โดยราคาวัคซีนนั้นอยู่ประมาณเข็มละ 4,000 บาท แต่ตอนนี้อาจลดเหลือ 3 เข็ม ประมาณ 6,000-7,000 บาท ซึ่งหากเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไทยก็ยังถือว่าราคาสูงอยู่ตามเคย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;“แม้ว่าเชื้อเอชพีวีจะติดต่อได้จากทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะขณะร่วมเพศและมีหลายคู่นอนซึ่งเสี่ยงถึง 80% ในการติดเชื้อในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่คนที่ไม่สำส่อนก็สามารถติดเชื้อนี้ได้ถึง 47% เช่นกัน เมื่อไวรัสนั้นอยู่ตามผิวหนังที่เปียกชื้น ดังนั้นการทำออรัลเซ็กซ์ หรือการร่วมเพศวิธีต่างๆ ก็จะได้รับเชื้อนี้ แต่การทำออรัลเซ็กซ์นั้นจะได้มีเชื้อเอชพีวีในร่างกายน้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบปกติ” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;รศ.นพ.วิชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.วิชัย เผยว่า เชื้อเอชพีวีไม่ได้ส่งผลร้ายแค่เพียงผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้ชายกลุ่มพิเศษ ที่ได้รับเชื้อเอชพีวีก็มีโอกาสเป็นมะเร็งเช่นกัน ซึ่งเชื้อนี้จะทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนัก อันเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธ์ 16-18 มากถึง 70-80% ทีเดียว “ผู้ป่วยมะเร็งที่ทวารหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งก้นนั้นไม่ต่างจากปากมดลูกเลย เพราะจากการวิจัยเรื่องวัคซีนเอชพีวีกับผู้ชาย ได้มีการสำรวจผู้ชาย 4,000 คน แบ่งเป็นเกย์ 800 กว่าคน ผู้ชายแท้อีก 3,200 กว่าคน พบว่า วัคซีน 4 สายพันธ์สามารถป้องกันการติดเชื้อเชื้อเอชพีวีได้” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ในอเมริกาเอง แม้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะลดลงไปมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 5:100,000 คน ขณะที่ไทยอยู่ในอัตรา 24:100,000 คน แต่ตอนนี้ในอเมริกามีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งก้น โดยที่ยังไมติดเชื้อเอชไอวี อยู่ที่ประมาณ 35:100,000 คน แต่หากติดเชื้อเอชไอวีด้วยจะเป็นมะเร็งก้นสูงถึง75:100,000 คน” &lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี รศ.นพ.วิชัย กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า หากใครประสบปัญหาทางด้านการเงิน และไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ ก็มีทางเลือกอื่นๆ อีก เช่น การลดพฤติกรรมเสี่ยง อย่ามีเพศสัมพันธ์เร็วจนเกินไป หรือมีคู่นอนหลายคน และการตรวจคัดกรองมะเร็ง หาเซลล์ระยะเริ่มต้น โดยการตรวจภายในเป็นประจำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;br /&gt;30 กรกฎาคม 2552 07:28 น.&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2270719929544429084?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2270719929544429084/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/hpv.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2270719929544429084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2270719929544429084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/hpv.html' title='เมื่อ “วัคซีน HPV” เหมาะกับสาวบริสุทธิ์ที่สุด'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnD_ODnilgI/AAAAAAAAAbQ/0JwXi1MStjc/s72-c/untitled79.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-8616918692229979314</id><published>2009-07-29T01:51:00.000-07:00</published><updated>2009-07-29T01:58:09.588-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnAN2nK6JGI/AAAAAAAAAa4/M9B-TvUuaG8/s1600-h/untitled78.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363802388077093986" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 217px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnAN2nK6JGI/AAAAAAAAAa4/M9B-TvUuaG8/s320/untitled78.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเองการทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับ เครื่องยนต์ overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว) ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึก อุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษ อะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้ เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อ สัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา (ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนม แทนไข่) ท้องผูก มี 2 ลักษณะ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง&lt;br /&gt;2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มี แรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; (ไม่ใช่เพราะความ สกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วน ที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่ง มันเป็นของเสีย ที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจาก ท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมา ได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วย ทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผง เป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หา ถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ระบบปัสสาวะ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้อง ลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อยทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่ แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทาน แคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; และเติมเกลือในน้ำด้วย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่ แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด ระบบเหงื่อ คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ระบบหายใจ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่ อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ ได้ แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้ เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ ถ้าฟอกวันละหลายๆ ครั้งไขมันจะหมด จะทำให้ผิวแตก ถ้าคันมากๆ อันเนื่องมาจากการนอนดึก ถ้า เราไม่ทราบเราจะยิ่งฟอกสบู่หนักเข้าซึ่งไม่ดี ให้ฟอกวันเว้นวัน การดูแลรักษาร่างกายให้ดี จะทำให้นั่งสมาธิได้ดี นั่งได้นาน ไม่คัน ไม่เข้าห้องน้ำบ่อย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : heyhaparty.blogspot.com&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-8616918692229979314?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/8616918692229979314/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_29.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8616918692229979314'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8616918692229979314'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_29.html' title='ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SnAN2nK6JGI/AAAAAAAAAa4/M9B-TvUuaG8/s72-c/untitled78.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2202999360709745829</id><published>2009-07-27T19:09:00.000-07:00</published><updated>2009-07-27T19:32:55.208-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้หวัด2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><title type='text'>สถานที่สกปรกที่คุณมองข้าม !!</title><content type='html'>เมื่อถามถึงวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงห่างไกลโรค บางคนแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ในขณะที่บางคนผลักภาระให้คุณหมอรักษาตามอาการ... แต่กลับมีคนส่วนน้อยที่จะเห็นความสำคัญถึงสุขอนามัยของสิ่งรอบตัวที่เรากิน-ดื่ม-ใช้ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้คุณเจ็บออดๆ แอดๆ ตลอดปี เช่น ภูมิแพ้ ตาแดง หวัด ท้องเสีย เป็นต้น และสถานที่สกปรกที่คนมองข้าม ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5evKQJ-ZI/AAAAAAAAAZI/GZ37n7IJtsk/s1600-h/untitled65.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363328370543819154" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 142px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5evKQJ-ZI/AAAAAAAAAZI/GZ37n7IJtsk/s200/untitled65.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;อ่างล้างจานที่ห้องครัว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; Kelly Reynolds นักจุลชีววิทยาสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยอาริโซนา กล่าวว่า อ่างล้างจานในห้องครัวสกปรกยิ่งกว่าห้องน้ำเสียอีก อย่างบริเวณท่อน้ำทิ้งเฉลี่ยมีแบคทีเรีย 500,000 ตัวต่อตารางนิ้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองน้ำล้างจาน ที่เต็มไปด้วยเศษอาหารหรือคราบไขมัน ถ้าไม่ทำความสะอาดหรือตากให้แห้ง ฟองน้ำสุดสะอาดจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียอย่างดี เช่น E.coli, Salmonella หรือ Campylobacter ที่เป็นสาเหตุทำให้คุณท้องเสีย ดังนั้นวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อโรคสะสมที่ดีที่สุดคือ การล้างและทำความสะอาด อ่างล้างจานหลังใช้งานทุกครั้ง บีบฟองน้ำให้แห้ง ใช้ผ้าแห้งเช็ดบริเวณที่น้ำขังและที่พักวางจานชาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hn-JUIDI/AAAAAAAAAaA/wTlhcdKN1Dg/s1600-h/untitled66.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363331545569697842" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 142px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hn-JUIDI/AAAAAAAAAaA/wTlhcdKN1Dg/s200/untitled66.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;ห้องน้ำสาธารณะ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ห้องน้ำเป็นสถานที่ถ่ายทุกข์ที่สะสมเชื้อโรคและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ง่าย ยิ่งเป็น “ห้องน้ำสาธารณะ” ด้วยแล้วระดับของความสกปรกก็ยิ่งมาก ทั้งนี้จุดสกปรกที่คุณกังวลว่าจะติดเชื้อโรคไม่ใช่บริเวณที่รองนั่งอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นสายชำระ คันโยกกดน้ำและลูกบิดหรือมือจับประตูนอกจากนี้การกดชักโครกแต่ละครั้งยังเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่อากาศได้อีกด้วย! ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้ปิดฝารองนั่งก่อนการกดชักโครก หลังทำธุระเสร็จให้ล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่ ซึ่งสามารถขจัดเชื้อโรคที่อันตรายได้มากกกว่า 80% ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hfycj_HI/AAAAAAAAAZ4/uZYrtzZ4EVA/s1600-h/untitled67.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363331404990250098" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 154px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hfycj_HI/AAAAAAAAAZ4/uZYrtzZ4EVA/s200/untitled67.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;จุดบริการน้ำดื่ม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; จุดบริการน้ำดื่ม หรือเครื่องทำน้ำเย็นสาธารณะอาจไม่สะอาดและปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากการขาดการบำรุงรักษาและตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างถูกต้อง ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้สำรวจและพบว่า น้ำดื่มที่กดจากเครื่องทำน้ำเย็นในโรงเรียนเขตกรุงเทพฯ มีสารตะกั่วปนเปื้อนเกินมาตรฐาน! และที่น่ากังวลคือ ร่างกายเด็กสามารถดูดซึมสารตะกั่ว (มาจากวัตถุที่ใช้เชื่อมประกอบตู้โลหะ) ได้มากกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 40 % ดังนั้นถ้าได้รับในปริมาณมากจะส่งผลทำลายสมองและพัฒนาการของเด็กได้ ทางกรุงเทพมหานครจึงจัดทำโครงการ “โรงเรียนกรุงเทพมหานคร น้ำดื่มปลอดสารตะกั่ว” เพื่อทำการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องทำน้ำเย็นเพื่อสุขภาพเด็กและบุคลากรภายในโรงเรียนทันที จากเหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องสำรวจเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำน้ำเย็นที่บ้านหรือที่ทำงานว่าภาชนะบรรจุน้ำสะอาดหรือไม่ ถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรองน้ำหรือยัง และหมั่นสังเกตว่าน้ำมีรสชาติหรือกลิ่นผิดปกติหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hWS7UrGI/AAAAAAAAAZw/XnFDaNt8A7k/s1600-h/untitled68.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363331241910512738" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 146px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hWS7UrGI/AAAAAAAAAZw/XnFDaNt8A7k/s200/untitled68.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ตะกร้าช้อปปิ้ง-ตู้ ATM&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณมั่นใจมากน้อยเพียงใดว่า ผู้ให้บริการทุกรายจะทำความสะอาดตะกร้าช้อปปิ้งและรถเข็นในซูเปอร์มาร์เกตเป็นประจำ เนื่องจากมีคนใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากคนที่ใช้ก่อนหน้าคุณป่วย ก็อาจแพร่กระจายเชื้อโรคมาสู่คุณอย่างง่ายดายจากการสัมผัสหูหิ้วตะกร้าหรือด้ามจับรถเข็น ที่อาจเปรอะสารคัดหลั่งพวกน้ำลาย หรือน้ำมูก เช่นเดียวกับการกดรหัสบนแป้นของตู้ ATM ที่มีนักวิจัยชาวไต้หวันตรวจสอบเชื้อโรคพบว่า แต่ละปุ่มมีเชื้อโรคเฉลี่ยประมาณ 1,200 ตัวทีเดียว! ดังนั้นทุกครั้งที่คุณหยิบตะกร้าช้อปปิ้ง หรือกด ATM พยายาหลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา จับจมูกหรือปาก เพราะเป็นช่องทางที่เอื้อให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และอย่าลืมไปล้างมือหลังจากช้อปปิ้งเสร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hLfzun-I/AAAAAAAAAZo/SX-zuOye_0U/s1600-h/untitled69.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363331056389758946" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 144px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5hLfzun-I/AAAAAAAAAZo/SX-zuOye_0U/s200/untitled69.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;กระเป๋าถือสุดหรู&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หรือสุดสกปรก? ไม่ว่ากระเป๋าจะมีราคาแพงแค่ไหน ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ทั้งสิ้น Charles Gerba นักจุลชีววิทยาสิ่งแวดล้อม แห่งมหาวิทยาลัยอาริโซนาเคยนำตัวอย่างกระเป๋าถือผู้หญิงไปตรวจพบว่า บริเวณก้นกระเป๋ามีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่กว่ามากหมื่นตัว และบางใบก็มีมากถึงล้านตัวทีเดียว! นอกจากนี้กระเป๋าสตางค์ก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีจากธนบัตร หรือเหรียญที่ส่งผ่านมือต่อมือนั่นเอง จากการตรวจสอบพบว่าเชื้ออันตรายที่สะสมอยู่คือ Staphylococcus ที่ก่อให้เกิดตาแดง นอกจากนี้ยังมีเชื้อ Salmonella และ E.coli ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ และถ่ายท้องปะปนมาอีกด้วย! สาเหตุที่มีเชื้อโรคสะสมขนาดนี้ก็มาจากความเคยชินของผู้หญิงที่มักวางกระเป๋าถือไว้ตามที่ต่างๆ เช่น บริเวณอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ โต๊ะอาหาร เก้าอี้และแม้กระทั่งวางไว้บนพื้นก็มี! สาวๆ ได้ยินแบบนี้แล้วต้องทำความสะอาด และซักกระเป๋าใบเก่งเสมอๆ ด้วยนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5goSwuebI/AAAAAAAAAZQ/3NlNmo6yCZo/s1600-h/untitled70.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363330451592083890" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 140px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5goSwuebI/AAAAAAAAAZQ/3NlNmo6yCZo/s200/untitled70.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;สนามเด็กเล่น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ในความคิดของเด็ก ความสนุกย่อมสำคัญกว่าความสะอาด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะพบน้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะหรือเลือดปะปนอยู่ตามสนามและเครื่องเล่น! แต่ก็อย่าเพิ่งตระหนกว่าเชื้อโรคเหล่านี้จะแพร่สู่ร่างกายง่ายๆ เพราะหากไม่เผลอสัมผัสหน้า หรือนำเชื้อโรคสู่ร่างกายโดยตรงตามที่กล่าวมา... แต่เด็กมักชอบดูดนิ้วและนำของเล่นเข้าปากเสมอ นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ป่วยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามเด็กเล่นในตามห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ รู้แบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ ไปเล่นสนามเด็กเล็กตามสวนสาธารณะที่มีต้นไม้และอากาศถ่ายเทสะดวกย่อมดีต่อสุขภาพมากกว่า และอย่าลืมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อทุกครั้งหลังการเล่นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5gy89cY4I/AAAAAAAAAZY/buJ1K3kUs7I/s1600-h/untitled71.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363330634718405506" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 138px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5gy89cY4I/AAAAAAAAAZY/buJ1K3kUs7I/s200/untitled71.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ฟิตเนสคลับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แทนที่จะได้สุขภาพแข็งแรงจากการออกกำลังกาย คุณอาจล้มป่วยง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะการออกกำลังกายในห้องที่ปิดสนิท ไม่มีอาการถ่ายเท ซึ่งบางแห่งชูจุดขายว่า ยิ่งร้อนยิ่งทำให้เผาผลาญเร็วมากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่านั่นคือแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดี โดยเฉพาะการใช้เบาะออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อร่วมกัน การใช้เครื่องออกกำลังกาย การใช้ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชื้นแฉะ ที่พื้นผิวเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ดังนั้นเพื่อออกกำลังกายให้สบายใจและมีความสุข ขอแนะนำให้พกผ้าหรือทิชชูเปียกทำความสะอาดอุปกรณ์ออกกำลังกายทุกครั้ง พกรองเท้าเปลี่ยนก่อนย่ำเข้าห้องน้ำ หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5g5E3fWwI/AAAAAAAAAZg/ei6JwMuRyfU/s1600-h/untitled72.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5363330739920132866" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 137px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5g5E3fWwI/AAAAAAAAAZg/ei6JwMuRyfU/s200/untitled72.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;โต๊ะทำงาน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เคยมีการสำรวจพบสถิติที่น่าตกใจว่าโต๊ะทำงานสกปรกมากกว่าที่นั่งชักโครกถึง 400 เท่า สิ่งของเครื่องใช้บนโต๊ะทำงานที่จัดว่าสกปรกที่สุดอันดับแรกคือ โทรศัพท์ พบว่ามีเชื้อโรคสะสมอยู่ถึง 21,000 ตัวต่อตารางนิ้ว เพราะบางคนตั้งแต่เข้าทำงานไม่เคยเช็ดหรือทำความสะอาดหูโทรศัพท์เลย! ส่วนสิ่งสกปรกติดอันดับต่อมาคือ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และเมาส์ ซึ่งโต๊ะทำงานของผู้หญิงมีเชื้อโรคสะสมมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า นั่นเพราะผู้หญิงชอบกินขนมบนโต๊ะทำงานนั่นเอง เพื่อสุขลักษณะนิสัยที่ดี คุณควรพกผ้าเช็ดโต๊ะสักผืนเพื่อเช็ดทำความสะอาดโทรศัพท์ โต๊ะทำงานคีย์บอร์ด หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากข้อมูลที่รวบรวมข้างต้น เราไม่ได้เจตนาขู่ให้คุณกลัวเชื้อโรคจนไม่กล้าหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้สาธารณะ หรือทำธุระนอกบ้าน เพราะในความเป็นจริงร่างกายมนุษย์มีจุลินทรีย์มากมายทั้งจุลินทรีย์ชนิดดี เช่น จุลินทรีย์ที่อาศัยในลำไส้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร และจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย เป็นต้น ...สรุปแล้วการรักษาความสะอาดให้ดีถูกหลัก โดยเฉพาะหมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ นอกจากจะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคชนิดไม่ดีทำร้ายสุขภาพตนเอง (อย่างที่ระบาดในปัจจุบันคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่) ยังป้องกันการแพร่กระจายสู่คนอื่นๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณข้อมูล : นิตยสาร HealthToday&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2202999360709745829?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2202999360709745829/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_27.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2202999360709745829'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2202999360709745829'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_27.html' title='สถานที่สกปรกที่คุณมองข้าม !!'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sm5evKQJ-ZI/AAAAAAAAAZI/GZ37n7IJtsk/s72-c/untitled65.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7199940041813343799</id><published>2009-07-23T19:42:00.000-07:00</published><updated>2009-07-23T20:11:10.155-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย..ตายผ่อนส่ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmklLhiCopI/AAAAAAAAAW4/Tn8bNtnuj9I/s1600-h/untitled54.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5361857711271223954" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 270px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmklLhiCopI/AAAAAAAAAW4/Tn8bNtnuj9I/s320/untitled54.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span id="fullpost"  style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน...&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คำตอบคือ กินสายกลาง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;กินสายกลาง&lt;/strong&gt; คือ &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;กินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง + งดมื้อเย็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อนหรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมดเติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สมมุติ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;กินไข่ลวก 1 ฟองโต ๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน 60 นาที จะเหนื่อยหอบเหงื่อไหลท่วมตัวแต่&lt;strong&gt;ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่าง ๆ โดย&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; ตับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่าง ๆ ก็มากทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโต ๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด &lt;strong&gt;ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลงอวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หรือแก่เร็วขึ้น&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถ้าวันไหนอุดตันเช่น ถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไตต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้งถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมากถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;วิธีฝึกมี 4 วิธี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;1. ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อย ๆ&lt;/strong&gt; เช่น ลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้วห้ามกินอาหารใด ๆ ทั้งนั้น ยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จานต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;2. ร่นเวลากินอาหารเย็น&lt;/strong&gt; เช่น จาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น สุดท้ายงดอาหารเย็น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น&lt;/strong&gt; ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;4. กินมังสวิรัติมื้อเย็น&lt;/strong&gt; การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไตจะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมดร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="color:#330033;"&gt;ที่มา : fwd&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7199940041813343799?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7199940041813343799/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7199940041813343799'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7199940041813343799'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_23.html' title='มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย..ตายผ่อนส่ง'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmklLhiCopI/AAAAAAAAAW4/Tn8bNtnuj9I/s72-c/untitled54.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-8673423739168822417</id><published>2009-07-23T00:13:00.000-07:00</published><updated>2009-07-23T01:02:03.642-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เคล็บลับสุขภาพ'/><title type='text'>25 Healthy Tips อย่ามองข้าม</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmgU0CyWMNI/AAAAAAAAAWg/PldzVDpBpIY/s1600-h/untitled53.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5361558240718368978" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 257px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmgU0CyWMNI/AAAAAAAAAWg/PldzVDpBpIY/s320/untitled53.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;1.การดื่มน้ำ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;2.การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;3.ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;4.วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;คือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;5.การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อ&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmgVPVDe-rI/AAAAAAAAAWo/o6d_RzVE8lQ/s1600-h/untitled52.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5361558709478554290" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 144px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmgVPVDe-rI/AAAAAAAAAWo/o6d_RzVE8lQ/s200/untitled52.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;6.แสงแดดยามเช้า&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;7.ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;8.แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;9.การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;10.การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;11.เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;12.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;13.ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;14.การรับประทานอาหารไปดูหนัง ไปทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;15.เสียงเพลง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;16.การดื่มน้ำ(เปล่า) เย็น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;17.การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;18.ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้นเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;19.รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;20.หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;21.สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;22.การเล่นเกมคอมพิวเตอร์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;23.การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร&lt;/span&gt; รวม&lt;/strong&gt;ถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;24.ก่อนตั้งครรภ์ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ระวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3.ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;25.ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : teenee.com&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-8673423739168822417?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/8673423739168822417/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/25-healthy-tips.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8673423739168822417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/8673423739168822417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/25-healthy-tips.html' title='25 Healthy Tips อย่ามองข้าม'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmgU0CyWMNI/AAAAAAAAAWg/PldzVDpBpIY/s72-c/untitled53.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-4172499212364689925</id><published>2009-07-19T04:12:00.000-07:00</published><updated>2009-07-19T04:25:06.054-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้หวัด2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัคซีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><title type='text'>อาหาร 8 ชนิดสร้างภูมิสู้...หวัด !!</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmMA-ZYMfmI/AAAAAAAAAUQ/7htdiFEPoXo/s1600-h/à¸ªà¹à¸¡.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5360129053465280098" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmMA-ZYMfmI/AAAAAAAAAUQ/7htdiFEPoXo/s320/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอาหาร 8 ชนิดดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;ที่เชื่อว่าอาจให้ผลในการช่วยเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันหรือลดความรุนแรงของหวัด ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. อาหารรสเผ็ดรวมทั้งเครื่องเทศ&lt;/strong&gt; เช่น กระเทียม พริก ลดอาการคัดจมูก ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. กระเทียม&lt;/strong&gt; ช่วยลดอาการหวัด จะเติมลงในอาหารหรือเคี้ยวสดๆ วันละ 1 - 2 กลีบก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. ดื่มน้ำมากๆ&lt;/strong&gt; แทนที่จะดื่มกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาจดื่มน้ำผลไม้คั้นสดบ้างเพื่อเสริมวิตามินซี เครื่องดื่มร้อนที่ช่วยได้ เช่น ชา น้ำมะนาวอุ่นๆ จะช่วยลดเสมหะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. ซุปไก่ร้อนๆ&lt;/strong&gt; ช่วยลดอาการคัดจมูก อาจเติมผักหลายๆ สี เพื่อเพิ่มสารแอนติออกซิแดนต์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นเคี่ยวนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ อาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;/strong&gt; เช่น เบต้าแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6. ผลไม้ตระกูลส้ม&lt;/strong&gt; ซึ่งมีวิตามินซีสูง ช่วยลดความเสี่ยงการติดหวัดโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรืออยู่ในแวดวงคนสูบบุหรี่ บุหรี่เองเพิ่มความเสี่ยงการเป็นหวัดและทำให้ร่างกายต้องการวิตามินซีสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7. อาหารอื่นๆ ที่เป็นแหล่งวิตามินซี&lt;/strong&gt; เช่น ฝรั่ง พริกหวาน สตรอเบอร์รี่ สับปะรด กะหล่ำปลี ล้วนแล้วแต่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน 8. ขิง ช่วยลดอาการหวัดและป้องกันหวัด น้ำขิงร้อนๆ ผสมกระเทียม 2 - 3 กลีบ ช่วยให้ระบบหายใจทำงานคล่องขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาเนื้อหาจาก &lt;a href="http://kroobannok.com/blog/view.php?article_id=15328"&gt;kroobannok.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-4172499212364689925?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/4172499212364689925/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/8.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4172499212364689925'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/4172499212364689925'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/8.html' title='อาหาร 8 ชนิดสร้างภูมิสู้...หวัด !!'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmMA-ZYMfmI/AAAAAAAAAUQ/7htdiFEPoXo/s72-c/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7060849508433192619</id><published>2009-07-19T03:56:00.000-07:00</published><updated>2009-07-19T04:03:08.115-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งชนิดต่าง ๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัคซีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปากมดลูก'/><title type='text'>วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmL8ecn3tWI/AAAAAAAAAUI/BbLFrjCZtdc/s1600-h/lady.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5360124106534008162" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 246px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmL8ecn3tWI/AAAAAAAAAUI/BbLFrjCZtdc/s320/lady.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span id="fullpost"&gt;มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งอันอับ 2 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก จะเป็นรองก็แต่มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่สำหรับเมืองไทย &lt;strong&gt;มะเร็งปากมดลูกกลับเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในบรรดามะเร็งของสตรี&lt;/strong&gt; แต่ละปี มีคนไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 6,000 ราย ไวรัส HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับคนที่มี&lt;strong&gt;เชื้อ HPV&lt;/strong&gt; เป็นได้ทั้งหญิงและชาย (ชายรักชาย) จะเรียกว่าเป็น&lt;strong&gt;มะเร็งที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted cancer) &lt;/strong&gt;ก็ได้ ดังนั้นพฤติกรรมทางเพศจึงมีความสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;HPV VACCINE&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ก็คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (Human PapillomaVirus) นั่นแหละ แต่ก่อนนี้เราไม่รู้ว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกก็คือเจ้า HPV นี่เอง เมื่อรู้สาเหตุ ก็รู้วิธีป้องกัน จึงมีผู้คิดค้นหาวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HPV คือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;· การมีคู่นอนหลายคน (ครั้งละหลายๆคน หรือครั้งละคน แต่มีหลายคน)&lt;br /&gt;· คู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นหรือชายอื่นหลายๆคน&lt;br /&gt;· มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ&lt;br /&gt;· มีลูกมาก&lt;br /&gt;· มีภูมิคุ้มกันต่ำ&lt;br /&gt;· มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆร่วมด้วย&lt;br /&gt;ไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ธรรมดาๆ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ดุ ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่นสายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, 33, 52, 58 สายพันธุ์ 16 พบได้ร้อยละ 50-60 สายพันธุ์ 18 พบได้ร้อยละ 10-15 การพัฒนาวัคซีนจึงมุ่งเน้นสายพันธุ์ 18 และ 16 เป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วัคซีน HPV ทำจากอะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วัคซีน HPV ก็ทำจากตัวเชื้อ HPV นั่นแหละ โดยนำโปรตีนที่เปลือกหุ้มของตัวไวรัสมาเพิ่มจำนวน แล้วมาทำเป็นอนุภาคที่คล้ายตัว HPV เรียกว่า virus-like particle (VLP) ซึ่งมีโครงสร้างทุกอย่างเหมือนตัวเชื้อ HPV ต้นแบบ เพียงแต่ไม่มี DNA ที่ก่อมะเร็งเท่านั้น เจ้า VLP ตัวนี้สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทาน (antibody) ได้ดีมากๆ แอนติบอดีที่เกิดขึ้นก็จะวิ่งไปออกันอยู่ที่มูกบริเวณปากมดลูก พอเชื้อ HPV เข้ามา มันก็จัดการเขมือบซะ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วัคซีน HPV มีกี่ชนิด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการพัฒนาวิจัยวัคซีน HPV มีหลายเจ้า หลายบริษัท บางบริษัทก็ทดลองวัคซีนป้องกัน HPV โดดๆ สายพันธุ์เดียว บางเจ้าก็ทดลองวัคซีนที่มีสองสายพันธุ์รวมกัน (สายพันธุ์16 กับ 18) บางเจ้าก็ทดลองหลายๆสายพันธุ์รวมกันถึง 5 สายพันธุ์ก็มี (สายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, และ 33) ซึ่งป้องกันได้ถึง 83 % หรือบางเจ้าต้องการให้ครอบคลุมไวรัสแบบครอบจักรวาล ก็ทดลองให้มีถึง7 ชนิดโดยเพิ่มสายพันธุ์ 52 กับ 58 เข้าไปก็มี ซึ่งก็สามารถป้องกันได้ถึง 87 %&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มีวัคซีนแล้วดียังไงไม่ดียังไง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เรื่องดีก็คือ ต่อนี้ไป เราจะมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกันแล้ว แม้จะป้องกันได้ไม่หมดเสียทีเดียว แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังอะไรเลย&lt;br /&gt;แล้วมีอะไรไม่ดีล่ะ เรื่องไม่ดีก็คือ วัคซีนตัวนี้เพิ่งพัฒนาแล้วเสร็จ เพิ่งได้รับการรับรอง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง เช่น ควรเริ่มฉีดตอนอายุเท่าไร เอาตั้งแต่แรกเกิดเลยดีไหม หรือรอให้เข้าโรงเรียนก่อน หรือค่อยฉีดตอนเข้าวัยสาว หรือรอฉีดก่อนแต่งงาน แล้วถ้าฉีดผู้ชายตัวต้นเหตุ จะมีประโยชน์หรือเปล่า ต้องฉีดกระตุ้นไหม ถ้าต้องฉีดกระตุ้น ต้องกี่ปีจึงจะฉีดซ้ำ แล้วสาวโสดประเภทมีแนวโน้มจะขึ้นคาน ต้องฉีดหรือเปล่า คนที่มีเชื้อหรือติดเชื้อ HPV อยู่แล้ว ฉีดไปจะทำให้หายเร็วขึ้นไหม ที่มองในแง่ลบสุดๆ เมื่อมีวัคซีนป้องกันแล้วจะทำให้ผู้คนประมาท ไม่ป้องกันมากขึ้นไหม จะสำส่อนทางเพศเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เหล่านี้เป็นประเด็นที่ยังไม่มีการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1 ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซันนี้อาจไม่เป็นประโยชน์กับคุณเลย เพราะมีโอกาสสูงมากที่คุณเคยติดเชื้อไวรัสดังกล่าวมาแล้ว2 ถ้าคุณอายุมากกว่า 26 ปี ผลตอบสนองจากการฉีดวัคซีนอาจไม่ดีเท่ากับคนอายุน้อยกว่า3 ถ้าคุณสนใจฉีดวัคซีนนี้ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เช่น แปปสเมียร์ VIA หรือ Thin prep อีกต่อไป ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ และนำชีวิตไปสู่ความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะวัคซีนนี้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียง 70 % เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ราคาเท่าไร แพงไหม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การฉีดวัคซีนเอชพีวีต้องฉีด 3 ครั้ง คือ เมื่อเริ่มฉีดครั้งแรก หลังจากนั้น 1-2 เดือน จะฉีดครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 6 เดือน เมื่อก่อนราคาวัคซีนเอชพีวี 3 เข็ม ประมาณ 12,000-14,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาเหลือประมาณ 7,000-8,000 บาท บางโรงพยาบาลสามารถให้ทยอยจ่ายทีละครั้งได้จนครบ 3 ครั้ง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:+0;"&gt;ที่มาจาก http://www.elib-online.com/doctors49/cancer_vaccine001.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:+0;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7060849508433192619?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7060849508433192619/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_19.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7060849508433192619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7060849508433192619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_19.html' title='วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SmL8ecn3tWI/AAAAAAAAAUI/BbLFrjCZtdc/s72-c/lady.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-2775047107038323140</id><published>2009-07-16T02:14:00.000-07:00</published><updated>2009-07-16T02:18:34.209-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาแผนปัจจุบัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักพื้นบ้านสู้มะเร็ง'/><title type='text'>น้ำขิง ทางออกหลังทำคีโม</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl7wENRjawI/AAAAAAAAATY/-ZGwix9DDxE/s1600-h/untitled44.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5358984561690897154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 229px; CURSOR: hand; HEIGHT: 327px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl7wENRjawI/AAAAAAAAATY/-ZGwix9DDxE/s400/untitled44.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผลวิจัยล่าสุดจากห้องแล็บมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก พบว่า &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;อาการข้างเคียงอย่างคลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งเป็นผลจากการทำเคมีบำบัดใน ผู้ป่วยมะเร็ง แก้ไขได้ด้วยการดื่มน้ำขิง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับคีโมมักมี อาการดังกล่าวข้างต้น เป็นปัญหาที่ค่อนข้างสร้าง ความทุกข์แก่ผู้ป่วย การทดลองนี้มีขึ้นกับผู้ป่วย 644 คน เป็นเวลา 6 วัน โดยเริ่มทดลองล่วงหน้า 3 วันก่อนการ ทำคีโมครั้งแรก ในการทดลอง ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งจะได้รับ ยาหลอก ส่วนอีกกลุ่มได้รับขิงผงบรรจุแคปซูล ผล ออกมาว่า ผู้ป่วยบางคนในกลุ่มแรกมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมากถึง 4 ครั้งต่อวัน ส่วนกลุ่มที่ได้รับขิงผง ไม่มีอาการเลย จึงสรุปได้ว่า ขิงผงช่วยลดอาการ คลื่นไส้ อาเจียนหลังทำคีโมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การทดลองยังบอกอีกว่า ขิงผง ขิงสด เครื่องดื่ม ผสมขิง หรือแม้แต่ขนมรสขิงก็ให้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ต้องมีปริมาณขิง 1 ใน 4 ถึงครึ่งช้อนชาจะได้ผลดี ที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่มา : mcot.net&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-2775047107038323140?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/2775047107038323140/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_8664.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2775047107038323140'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/2775047107038323140'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_8664.html' title='น้ำขิง ทางออกหลังทำคีโม'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl7wENRjawI/AAAAAAAAATY/-ZGwix9DDxE/s72-c/untitled44.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-7015892162944103839</id><published>2009-07-16T01:05:00.000-07:00</published><updated>2009-07-16T01:21:57.027-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องไข่ ๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><title type='text'>เรื่องไข่ๆ กินแค่ไหนถึงจะพอดี</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#33cc00;"&gt;&lt;strong&gt;ไข่ฟองกลมๆ เหล่านี้จะช่วยรักษารูปร่างคุณให้ดี หรือส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณกันแน่&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#33cc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#33cc00;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5358969606519391906" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 198px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl7ids60BqI/AAAAAAAAATI/4diYJyWQt5M/s320/untitled42.bmp" border="0" /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#33cc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffcc00;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffcc00;"&gt;น้อยกว่า 3 ฟองต่อสัปดาห์ ..... ไม่เพียงพอ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การไม่ทานไข่อาจส่งผลเสียต่อเส้นประสาทสมองได้นะ ไข่ฟองเล็กๆ หนึ่งฟอง มีปริมาณวิตามินบี 12 ซึ่งดีต่อร่างกายมากกว่าปริมาณมาตรฐานที่แนะนำ ให้บริโภคต่อวันเสียอีก &lt;strong&gt;"วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มป้องกันเส้นใยประสาท"&lt;/strong&gt; อะแมนดา เออร์เซลล์ นักโภชนาการและผู้เขียนหนังสือ Complete Guide to Healing Foods กล่าว "ถ้าขาดวิตามิน เส้นใยประสาทอาจถูกทำลายจนฟื้นฟูกลับคืนมาไม่ได้" &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นอกจากนี้ไข่ยังดีต่อสายตาคุณโดยเมื่อไม่นานมานี้มีผลการศึกษาจากอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ได้ค้นพบว่า การทานไข่อย่างน้อย 3 ฟองต่อสัปดาห์จะช่วยป้องกันภาวะสูญเสียสายตาที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นได้ เพราะสารลูทีนและซีแซนทีนซึ่งเป็นสารรงควัตถุในตระกูลแคโรทีนอยด์ ในไข่แดงจะช่วยบำรุงจอประสาทตานั่นเอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffcc33;"&gt;6 ฟองต่อสัปดาห์ ..... ปริมาณที่พอดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไข่เจียวถือเป็นยาบำรุงร่างกายได้เลย เพราะนอกจากไข่จะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน แถมปริมาณสารซีลีเนียมและวิตามินอี ในไข่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คุณมีหุ่นกลมเป็นไข่อีกด้วย ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาสเตท พบว่า &lt;strong&gt;คนที่ทานมื้อเช้าโดยมีไข่เป็นส่วนประกอบ จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานไข่ในมื้อเช้า&lt;/strong&gt;ได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบริโภคแคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"โปรตีนในไข่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มขึ้น ถึง 50 เปอร์เซนต์ และยังทำให้คุณลดปริมาณมื้อเที่ยงที่ทานโดยเฉลี่ยได้อีก 164 แคลอรี่"&lt;/span&gt; นิคิล ดูเรนดาร์ ผู้เขียนงานวิจัยกล่าว แต่ถ้าคุณอยากสร้างกล้ามเนื้อก็ไม่ต้องกังวล เพราะงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม พบว่า การทานไข่วันละ 3 ฟอง เป็นเวลา 2 วัน ต่อสัปดาห์จะช่วยหนุ่มนักเล่นเวตทั้งหลายสร้างกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันได้เป็น 2 เท่าในช่วงเวลา 12 สัปดาห์ แล้วเรื่องคอเลสเตอรอลที่เล่าลือกันล่ะ "จริงค่ะ ไข่มีคอเรสเตอรอล" พาเมลา ไดสัน นักโภชนาการแห่งสมาคมโภชนาการประจำสหราชอาณาจักร กล่าว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;"แต่จัดว่ามีผลน้อยมากต่อการเพิ่มระดับ คอลเรสเตอรอลในเลือด เมื่อเทียบกับปริมาณไขมันอิ่มตัวที่คุณบริโภคอยู่ทุกวัน" นอกจากนี้ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ของมหาวิทยาลัยคอนเนติคัตยัง พบว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การทานไข่ช่วยลดคอเรสเตอรอล LDL (ไม่ดี) เพิ่มคอเรสเตอรอล HDL (ดี) และลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตามรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrution ไข่ที่ให้ผลดีต่อร่างกาย อาจส่งผลร้านได้เหมือนกัน ถ้าคุณทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน ติดกัน ทุกวัน "ขณะที่การทานไข่สูงสุด 6 ฟองต่อสัปดาห์ไม่ได้ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต ในทางตรงกันข้ามการทานไข่ 7 ฟองหรือมากกว่านั้นภายใน 1 สัปดาห์ จะไปเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 23 เปอร์เซนต์" ดร.ไมเคิล กาเซียโน แห่งคณะแพทยศาสตร์ของฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานการวิจัย กล่าวว่า ที่สำคัญคือ สำหรับหนุ่มที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ไข่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้นคำพูดที่ว่าทานไข่วันละฟองอาจทำให้คุณไม่ป่วยไข้และห่างไกลหมอ ข้อนี้เฉพาะในกรณีที่คุณตรวจสุขภาพเป็นประจำ และร่างกายแข็งแรงอยู่แล้วเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอบคุณที่มา : นิตยสาร Men's Health&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5519162882822899013-7015892162944103839?l=pooyingcare.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pooyingcare.blogspot.com/feeds/7015892162944103839/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_16.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7015892162944103839'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5519162882822899013/posts/default/7015892162944103839'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pooyingcare.blogspot.com/2009/07/blog-post_16.html' title='เรื่องไข่ๆ กินแค่ไหนถึงจะพอดี'/><author><name>yayeenui</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15496028628711004485</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/SvZUefsb_BI/AAAAAAAAAxw/schUqNy_tGI/S220/untitled33.bmp'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl7ids60BqI/AAAAAAAAATI/4diYJyWQt5M/s72-c/untitled42.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5519162882822899013.post-3989704031691819487</id><published>2009-07-14T23:47:00.000-07:00</published><updated>2009-07-15T00:09:16.091-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพสาวๆ'/><title type='text'>ภูมิแพ้ และกลิ่นปาก</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl18u3DV6VI/AAAAAAAAAR4/jTqigUUWsjs/s1600-h/untitled38.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5358576276134553938" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 168px; CURSOR: hand; HEIGHT: 227px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl18u3DV6VI/AAAAAAAAAR4/jTqigUUWsjs/s320/untitled38.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;strong&gt;คุณนฤมล อายุ 17 ปี น้ำหนัก 43 กิโลกรัม&lt;/strong&gt; มีอาการภูมิแพ้ ที่เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ ต้องกินยาหาหมอกันตลอดมา มีน้ำมูกไหล หายใจไม่ค่อยออกตลอด แต่ปัญหาที่หนักใจอยู่ตอนนี้ คือ อาการที่เป็นตุ่มเม็ดขึ้นและคันมาก เกาจนเป็นแผล เละไปแทบจะทั้งตัว ขาแขนลายพล้อยเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนเด็กๆ ก็ยังไม่รู้สึกมาก คันน่ะคัน และเกาจนเลือดซิบๆมามาตลอด แต่ตอนนี้ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“หนูเป็นสาวแล้ว”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ปีหน้าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ขืนขาลายอยู่อย่างนี้อายเขาแย่ ไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำไปเล่นน้ำกับเพื่อนเลย ใส่แต่กางเกงขายาวปกปิดแผลไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่เป็นทุกข์ใจไม่น้อยกว่าเจ้าตัว ก็คือคุณแม่ ที่พยายามพาลูกไปรักษาตลอด หมอผิวหนังที่ไหนว่า เก่งต้องรีบพาลูกไปรักษา แต่จนแล้วจนรอด 10 กว่าปีแล้ว ก็ไม่ยอมหายสักที ถึงกับบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้เจอหมอเก่งๆ รักษาลูกให้หายที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้อ่านประวัติคนไข้ที่เธอเขียนมา ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมโรคที่เธอเป็นอยู่ไม่หายสักที ก็เธอมุ่งแต่หาหมอรักษาโรค ไม่ได้รักษาตัวเธอที่เป็นโรค เธอถึงได้จมอยู่กับโรคไม่ยอมหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านผู้อ่านคงจะงงนะ เอ!! หมอแดงพูดอะไรเข้าใจยากเสียจริงผมขออธิบายเสริมว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“เราเป็นตามสิ่งที่เรากิน เราเป็นตามสิ่งที่เราทำ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; โรคที่เกิดขึ้นกับเธอไม่มีตัวเชื้อโรคเลย ถ้าจะแก้ไข ก็ต้องแก้ไขกันที่ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“การกิน และพฤติกรรม”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นตัวก่อโรค ไม่ใช่ตัวเชื้อโรค สิ่งที่เธอกิน สิ่งที่เธอทำในอดีตนั้นมันผิด จึงก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นเธอจะต้องปรับเปลี่ยน แก้ไขให้มันถูกต้อง มัวแต่กินยา ทายา ฉีดยา พ่นยาอยู่ ก็รังแต่จะเป็นหนักขึ้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาดูพฤติกรรมของเธอๆ ดื่มน้ำเย็นตลอด เท่านั้นยังไม่พอ ตามด้วย น้ำอัดลม น้ำหวาน ช็อคโกแลตปั่น 2 แก้วต่อวัน น้ำผลไม้แยกกาก ส่วนใหญ่จะเป็นส้มอีก 1-2 แก้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่เย็นๆทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เธอเป็นภูมิแพ้ แสดงว่าปอด และไตเย็นชื้น ร่างกายจะเย็นเป็นส่วนใหญ่&lt;/strong&gt; แต่เธอยังกินแต่ของเย็นๆ ลงไปตลอดเวลา แถมนอนห้องแอร์เย็นอีก ร่างกาย อวัยวะภายในก็จะเย็นชื้น โดยเฉพาะปอด เมื่อเย็นชื้นก็จะเกิดเสมหะ หายใจไม่ออกแล้วที่ผิดมากก็คือทานอาหารแล้ว ดื่มน้ำเย็น 2 แก้ว บางมื้อมีน้ำผลไม้ หรือช็อคโกแลตปั่นเย็นๆ อีกด้วย ไฟย่อยอาหาร น้ำย่อย น้ำดีถูกทำลายเกลี้ยง อาหารก็ไม่ย่อย พากันเน่าเสีย เกิดเป็นสารพิษ แล้วถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด แล้วก็เลือดที่เสียๆ นี่แหละที่ถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ร่างกายก็ขับออกทางผิวหนังเป็นเม็ดพุพองหนองเต็มตัว ที่เราเรียกกันว่าน้ำเหลืองเสีย เลือดเสียนั่นแหละ &lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl18m6quUPI/AAAAAAAAARw/0_wrz8ZhjAU/s1600-h/untitled37.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5358576139666084082" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 158px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_43cUdtC_3uM/Sl18m6quUPI/AAAAAAAAARw/0_wrz8ZhjAU/s200/untitled37.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกท่าน เป็น&lt;strong&gt;สุภาพสตรีเช่นกัน อายุ 21 ปี ยังเป็นนักศึกษาอยู่&lt;/strong&gt; เป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ปวดดั้งจมูก หายใจไม่ค่อยออก เพิ่งไปหาหมอมา หมอก็บอกว่าเป็นเพราะภูมิแพ้ กินยาต่อไปตามปกติ กินจนชิน ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาย และเลิกกินยาได้เมื่อไหร่&lt;br /&gt;แต่ที่มาหาหมอวันนี้เพราะปัญหา &lt;strong&gt;“กลิ่นปาก”&lt;/strong&gt; เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับเธอและผู้ปกครองของเธอด้วย เพราะวันนี้มีคุณพ่อพามา คงพากันรักษามานาน “หนูเช็คตรวจฟัน ขัดฟัน ขูดหินปูน มาเรียบร้อยหมดแล้วนะคะ แต่กลิ่นปากก็ไม่หายไป &lt;strong&gt;จะมีกลิ่นหลังจากกินข้าว 20 นาที และหลังแปรงฟัน&lt;/strong&gt;” เธอว่ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการที่เกิดขึ้นกลับสาวสวยท่านนี้ แทบไม่ต้องดูประวัติคนไข้ที่เธอเขียนให้มา ผมก็ฟันธงได้เลย ว่าเป็นเพราะ &lt;strong&gt;“อาหารไม่ย่อย”&lt;/strong&gt; เพราะเจอคนไข้ที่เป็นอย่างนี้มากมาย ประเภท&lt;strong&gt;กินน้ำไม่เป็น&lt;/strong&gt; สักแต่ว่าดื่มน้ำมากๆ ตามเขาว่ากัน ก็ดื่มๆ ตามเขาไป แต่&lt;strong&gt;กินผิดวิธี ผิดเวลา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาสาวสวยท่านนี้ก็มีพฤติกรรมในการดื่มน้ำเหมือนกับนักศึกษาตามสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ทั่วไปที่ผมเคยเห็นมา &lt;strong&gt;เวลาทานอาหารจะสั่งน้ำมาเป็นขวด 500-750 ml. แล้วก็กินไปดื่มน้ำไป อิ่มแล้วก็ดื่มน้ำต่อ จนน้ำหมดขวด สาวสวยท่านนี้ ดื่มน้ำหลังอาหาร 750 ml.&lt;/strong&gt; อยู่บ้านก็คงดื่มน้ำมากเช่นกัน แถมน้ำเย็นด้วย และยังมีชาเขียวแช่เย็นอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี้คือพฤติกรรมที่ทำกันเป็นส่วนมาก มันเป็นเส้นผมบังภูเขา ไม่รู้ หรือคิดไม่ถึงว่า กระเพาะมันจะย่อยอาหารได้อย่างไร ใน&lt;strong&gt;เมื่อน้ำเข้าไปดับไฟย่อยอาหาร น้ำดี น้ำย่อยหมด อาหารที่กินเข้าไปก็หมักเน่าเสียอยู่ในกระเพาะ ลำไส้ เป็นแก๊ส ลอยขึ้นมาออกปาก ออกจมูก&lt;/strong&gt; ทำให้มีกลิ่นปากเมื่อออกทางปาก แล้วจะแปรงฟันกี่ครั้งล่ ะถึงจะหาย มันหายไปไม่ได้แน่ เพราะเรามีโรงงานแก๊สที่ผลิตแก๊สอยู่ในท้องตลอดเวลา ไม่ว่าหลับหรือตื่นไม่มีชั่วโมงพัก แล้วแก๊สนั้นก็พากันดันออกมาตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าหลังอาหาร 20 นาทีจะมีกลิ่นออก ก็เพราะว่าอาหาร และน้ำที่กินเข้าไปตอนแรกมันไปกลบ ไปปิดทางออกไว้กลิ่นก็ออกมาไม่ได้ สักพักพอทางออกเปิดได้หน่อย กลิ่นก็จะพากันพวยพุ่งขึ้นมาก็ลองคิดดูเถอะว่ากลิ่นนั้นจะมาจากไหน ในเมื่อฟันเราก็ดี ให้หมอฟันตรวจเช็คมาอย่างดีแล้ว ก็ต้อง ขึ้นมาจากกระเพาะลำไส้ ตามหลอดอาหารแล้วออกทางปาก จมูก จนปวดดั้งจมูกด้วย และเมื่ออาหารที่กินแล้วย่อยไม่ได้ ก็จะเกิดเป็นของเสีย เป็นมูก เป็นเมือก เสมหะ เสลด เข้าไปอุดตันตามช่องทางต่างๆ แล้วร่างกายเราก็พยายามกำจัดออกมาเป็นน้ำมูก เสมหะ แล้วเราก็ยังกินยาลดเสมหะ กินยาลดน้ำมูกเข้าไปอีก ของเสียเหล่านั้นแทนที่จะออกมาก็ออกไมได้ สะสมเรื่อยไป และยิ่งเ
